Check out these new conversations from my community

I'm PREGNANT!! I'm PREGNANT!! I'm so happy. I'm PREGNANT!! read more... I Could Use Some Blog Love!! I moved to self-hosted WP.   Won't you please come and check it out?  Leave some comments?  Feedback?   Thanks! http://makingourlifematter.com read more... Powered by BlogFrog

Mar 27, 2010

พัฒนาการเด่นของเด็กทารก

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


1ร่างกาย นับตั้งแต่หนูลืมตาขึ้นมาดูโลกจนย่างเข้าสู่เดือนที่ 12 ขอบอกว่า การเดินได้นี่ล่ะ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของหนู ไม่ใช่แค่เดินได้ หนูยังลุกขึ้นยืนได้เอง แถมยังยืนตรง ใช้มือในขณะเดินก็ได้ คลานขึ้น-ลงบันไดก็เก่ง ย่อตัวลงนั่งก็ถนัด เปิดฝากล่องก็ยังได้ ใช้นิ้วชี้ชี้สิ่งของก็เป็นอีกต่างหาก
ส่งเสริม ทำกิจกรรมที่ต้องออกกำลังกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกใช้กล้ามเนื้อให้มากที่สุด เช่น ไล่จับลูก เล่นกับลูก ออกกำลังกายให้ลูกโดยจับแขนขายืดเส้นยืดสาย จับลูกกระโดดโลดเต้นบนเบาะ หรือจูงลูกไปเดินเล่น
2สติปัญญา พอเดินได้หนูก็กางปีกสำรวจไปทั่ว เลยเรียนรู้เพิ่มขึ้น หนูจดจำเหตุการณ์ได้มากขึ้นนานขึ้น ก็เลยค้นหาของเล่นที่มองไม่เห็น แต่จำได้ว่าเคยมีอยู่ แยกกล่องของเล่นตามสีและรูปร่างได้ แล้วรู้ว่าตัวเองแตกต่างจากสิ่งของด้วยนะ เรียนรู้เรื่องการหมุน การกลับหัวท้ายของสิ่งของ หรือการแทนที่ หนูถึงได้สนุกอยู่กับการตักน้ำเล่นอยู่นี่ไง
ส่งเสริม ให้ลูกลองทำอะไรเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือเล่นเกมซ่อนของ เช่น ซ่อนตุ๊กตาใต้ผ้าห่ม ให้ลูกเห็นตอนซ่อนด้วย ลูกจะเลิกผ้าห่มดู ถ้าลูกทำของตกก็จะได้ค้นหา เพราะรู้ว่าวัตถุนั้นยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหนค่ะ
3อารมณ์จิตใจ หนูออกจะเจ้าอารมณ์อยู่สักหน่อย แสดงอารมณ์โกรธ..บ๊อยบ่อย เพราะ ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่เป็น ยิ่งถ้ามาจับหนูแยกจากแม่ หนูยิ่งปฏิเสธรุนแรง ร้องอาละวาดบ้านแทบแตก ก็หนูติดแม่มากถึงมากที่สุดนี่นา แต่ถึงจะเจ้าอารมณ์ไปบ้าง หนูก็รับรู้อารมณ์ของคนอื่นได้นะ แถมยังรู้จักมีอารมณ์ขันซะด้วย ลองมาอยู่กับหนูสักวันสิ
ส่งเสริม การแสดงความโกรธไม่ใช่เรื่องร้าย ถ้าพ่อแม่ไม่แสดงออกให้เห็น เช่น ทำหน้าไม่พอใจที่ลูกทำผิด ลูกจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่าสิ่งที่ทำไป ถูกไหม หรือถ้าลูกโกรธก็ควรคอยจนลูกสงบจะดีกว่าใส่อารมณ์กับลูก
4ภาษา หนูรู้ภาษามากกว่าช่วงที่ผ่านมา เลียนแบบการออกเสียง จังหวะ การพูดและทำสีหน้าได้ดีกว่าการพูดอีก จับโทนเสียงก็เป็น นอกจากทำเสียง แมะ มา แล้วหนูก็หัดพูดเสียงอื่นมากขึ้นนะ ถึงได้ชอบฝึกพูดงึมงำอยู่ตั้งนานแบบนี้ แถมรู้ว่าคำ คือ สัญลักษณ์ของสิ่งต่างๆ ด้วย เช่น พูดถึงเจ้าตูบ หนูก็ทำเสียงคำรามออกมาได้ด้วย เก่งมั้ยล่ะ
ส่งเสริม พูดคุยกับลูกบ่อยๆ เมื่อลูกส่งเสียงมาให้ตอบสนองด้วยการส่งเสียงตอบรับ เลียนแบบเสียงของลูกเพื่อให้ลูกเลียนแบบเสียงพ่อแม่ชี้บอกส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ให้ลูกรู้จักแล้วให้ลูกพูดตาม
5สังคม หนูไม่เก่งเรื่องเข้าสังคมหรอก แถมยังรู้สึกกลัวคนแปลกหน้าอีกต่างหาก พอเดินได้มากขึ้น หนูก็อยากไปสำรวจ แต่พอออกไปเจอคนที่ไม่คุ้นเคย หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ หนูก็กลัวขึ้นมาอีก เลยกลายเป็นเด็กติดแม่จนได้สิน่า เกาะติดหนึบอยู่กับแม่ ร้องตามเวลาแม่จะออกไปจากห้อง หนูยังปรับตัวไม่ค่อยได้แบบนี้ อย่าว่ากันเลยนะ
ส่งเสริม เมื่อต้องไปที่อื่นควรหาคนดูแลลูกแทน เช่น ญาติที่ลูกรู้จักดี เช่น คุณย่า คุณยาย พี่ๆ ที่ช่วยให้ลูกสบายใจ การให้ลูกอยู่กับคนที่ลูกรู้จักและเข้าใจ จะทำให้ดูแลลูกง่าย แล้วลูกยังปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้ด้วย

พัฒนาการของทารกในช่วงสิบสองเดือน

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


1 เดือน : ถ้าอยู่ในท่านอนหงาย หนูก็พลิกตัวตะแคงได้ จำเสียงคนรอบข้างได้ถ้าได้ยินเสียงแม่หนูจะหันไปหา ส่งเสียงเรียก ก็หนูจำได้เป็นพิเศษ ภาพไหนที่อยากดูจริงๆ สายตาหนูก็ปรับความชัดของภาพได้บ้างล่ะ

2 เดือน : หนูเคลื่อนไหวได้นุ่มนวลขึ้น หันหน้าตามแสงเคลื่อนที่ก็ได้ มองตามของเล่นสีสดใสก็ได้ มองอะไรก็ไม่รู้จักเบื่อ เมื่อก่อนนะถ้าหนูดูดนิ้วทีไรเป็นต้องหลับตาทุกที เดี๋ยวนี้เริ่มลืมตาและดูดนิ้วพร้อมกันได้แล้ว

3 เดือน : เบื่อมองภาพซ้ำกันจัง ที่หนูเป็นอย่างนี้เพราะเริ่มจำอะไรได้ แถมระบบสายตาก็ทำงานได้ดีขึ้น โฟกัสภาพได้แจ่มเชียวล่ะ จึงมองได้ทั่วห้อง ฮึ่ม...คอยดูนะหนูจะต้องเข้าไปคว้าจับ เรียนรู้สิ่งที่เห็นด้วยตาให้ได้

4 เดือน : หนูยกศีรษะหันไปทิศต่างๆได้ ใช้มือหยิบของได้ทั้งสองข้าง ย้ายของจาก มือหนึ่งไปอีกมือได้ เขย่าของก็ได้ แถมมองได้ไกลออกถึงนอกหน้าต่าง หันหน้ามองซ้าย ขวา บน ล่าง ตามวัตถุที่เคลื่อนที่ได้ดีเชียวล่ะ

5 เดือน : นั่งพิงนานขึ้นแล้วล่ะ เห็นอะไรก็เข้าไปสัมผัส สายตาจึงมีส่วนบังคับการใช้มือ เมื่อก่อนพอตื่นก็ดูโน่นนี่ เดี๋ยวนี้เริ่มมีกิจกรรมแล้วล่ะ จะยุกยิก ถีบแข้งขา พลิกคว่ำ แถมยังตื่นค่อนข้างเป็นเวลาด้วยนะจะบอกให้

6 เดือน :หลังที่เคยงอเริ่มเหยียดตรง ก็หนูควบคุมกล้ามเนื้อหลังได้ จึงทรงตัวนั่งได้ดี คืบขึ้นหน้าก็ได้ ถอยหลังก็ได้ พลิกตัวคว่ำก็ได้ แถมยังชอบแย่งชามช้อนจากมือแม่ ก็หนูกำลังสนใจการฝึกกล้ามเนื้อเล็กอยู่นี่นา

7 เดือน : หนูต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนหัดคลานอยู่นะเนี่ย เห็นอะไรหนูก็เคลื่อนตัวเข้าไปหาแล้วก็หยิบของด้วยมือข้างเดียวได้ แถมถือของตอนคืบก็ยังได้ แต่พอแม่ยื่นของชิ้นใหม่ให้ เป็นต้องทิ้งของเดิมก่อนทุกทีเล้ย

8 เดือน : เรื่องคลาน หนูทำได้ดี เกาะพยุงตัวขึ้นยืนก็ได้ แล้วรู้ไหมพอหนูเริ่มเลียนแบบท่าทางพ่อแม่ได้ก็เรียนรู้อะไรเพิ่มตั้งเยอะ ตื่นเต้นจัง เวลาได้เล่นใส่ของในกระป๋องแล้วใส่อีกอันตาม หนูก็ได้เรียนรู้เรื่องจำนวนด้วย

9 เดือน : หนูเก่งขึ้นนะ เมื่อก่อนลุกขึ้นยืนได้ แต่นั่งลงจากท่ายืนไม่เป็น ตอนนี้หนูทำได้แล้ว แถมยังเดินเกาะเครื่องเรือนได้ ลุกขึ้นนั่งได้ด้วย จำเกมที่เคยเล่นก็ได้ แล้วก็ทำตามคำสั่งง่ายๆได้ เช่น “ส่งขวดนมมาหน่อย”

10 เดือน : กะระยะสูงต่ำได้ หนูจึงกล้าปีนลงจากเก้าอี้ ถ้าถูกตำหนิหนูจะทำปากเบะ บอกให้รักก็จะเข้ามาหอมเป็น เมื่อยื่นของให้ ก็ถือได้มือละชิ้น แต่ถ้ายื่นชิ้นที่ 3 ให้ ไม่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ต้องตก ว้า..ขอเวลาฝึกอีกนิดละกัน

11 เดือน : มีของอยู่หนูก็ใช้อีกมือ ยันตัวขึ้นยืนได้นะไม่ต้องทิ้งของแล้ว ย้ายของในมือได้ดี เลียนแบบเก่งขึ้น รู้วิธีแต่งตัวและการพูด ชอบอวดโดยทำโน่นทำนี่ให้ดู เช่น ดูดนมหมดก็ชูขวด อย่าลืมคำชมที่หนูรออยู่ด้วยนะ

12 เดือน : หนูฝึกเดิน ฝึกชะลอเท้า ฝึกเดินเป็นจังหวะ ฝึกเลี้ยว ฝึกหยุดเดิน แล้วก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้มือชำนาญขึ้นด้วย ลองยื่นของชิ้นที่ 3 ให้สิ หนูเริ่มรู้จักเอาของ 2 ชิ้นแรกใส่ในอ้อมแขน แล้วถือของอีกมือหนึ่งได้ล่ะ

Play Tips
ส่งเสริมคุณหนู
จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยต่อการเดินการเล่น หรือใช้ศิลปะพัฒนาความสามารถ โดยหาอุปกรณ์ดินสอสี กระดาษให้ลูกใช้มือขีดเขี่ยเป็นรูปทรงอิสระหรือทาสีที่ปลอดภัยบนมือลูกปั๊มลงกระดาษเป็นภาพพิมพ์

สิบสองเดือนตามติดชีวิตลูกเล่น

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


แรกเกิด : ถึงตัวเล็กกระจ้อยร่อย เอาแต่นอนอย่างเดียวเป็นวันๆ หนูก็สนใจสิ่งรอบตัวนะ รู้สึกไวต่อการสัมผัสอีก ใครมาอุ้มเล่นหยอกล้อกับหนู อย่านึกว่าหนูจะไม่รู้สึกรู้สม หนูรับรู้ความรู้สึกอารมณ์ของคนอุ้มได้นะ

1 เดือน : หนูชอบให้อุ้ม จะได้มองเห็น สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น มากขึ้น หนูชอบจ้องอะไร บางอย่างได้นาน แล้วมักออกอาการตื่นเต้นเมื่อเห็นคนหรือของเล่น อดไม่ได้ที่จะขยับแขนขา หรือไม่ก็ส่งเสียง หรือส่งยิ้มให้ทุกทีเล้ย

2 เดือน : ขอบอกให้รู้ว่าช่วงไหนที่หนูอยากเล่นด้วย ก็ช่วงที่สบายใจที่สุดครึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งชั่วโมงหลังอิ่มนมนั่นล่ะ ช่วงนี้หนูจะชอบมองรอบตัว ชอบให้ยิ้มให้ ถึงแม่จะยุ่งเหยิงสักแค่ไหน หนูก็อยากเล่นด้วยจัง

3 เดือน : หนูอยากเรียนรู้โลกใหม่มากขึ้น จึงเล่นสำรวจนานขึ้น หนูค้นพบว่ามือตัวเองเป็นของเล่นชิ้นแปลกใหม่ มีนิ้วเคลื่อนไหวได้ด้วยล่ะ แถมขยับได้อีก ถ้าเห็นหนูหัวเราะกิ๊กกั๊กเมื่อจับมือตัวเองได้ ก็อย่าสงสัยน่า

4 เดือน : เดือนที่แล้วหนูเล่นเพลินอยู่กับมือ กำมือ ชูแขน เหยียดแขน ปลายเดือนนี้ ท่าทางหนูจะได้ของเล่นเพิ่มใหม่ขึ้นมาอีกชิ้นล่ะ ก็ขาไง พอหนูถีบขา เห็นขาตัวเอง หนูจึงเริ่มเรียนรู้จับนิ้วเท้าเข้าปากชิมสำรวจซะเลย

5 เดือน : หนูชอบเล่นที่สุด ไม่อยากหลับอยากนอนเล้ย กิจกรรมการเล่นช่วยฝึกทักษะกล้ามเนื้อมือ แขน ขาได้ดีนี่นา หนูก็เลย ขยับแข้งขยับขา ตีแขน ยันแขน เพื่อคืบตัวแล้วก็ คว้าของไง แถมกลางคืนก็ยังตื่นขึ้นมาเล่นอีก

6 เดือน : ฮึ่ม...หนูกำลังคันเหงือกคันฟัน อยากกัด ชิม สิ่งของสารพัด เพราะฟันซี่แรก กำลังขึ้น หนูเลยเจ็บๆ คันๆ แล้วก็รู้สึกมันเขี้ยว แม่คงรู้ใจหาอาหารที่เป็นแท่งๆ มาให้หนูถือเล่น หนูก็เลยหม่ำขบกัดซะ เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว

7 เดือน : หนูชอบเล่นสำรวจร่างกาย ตัวเอง ทำให้ค้นพบอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นไปจากใบหน้า มือ ขา นี่หนูก็นั่งได้แล้ว พอก้มตัวมองเห็นของตัวเอง ก็อุ๊ย...อะไรเนี่ย ต้องสำรวจ ซะหน่อย หนูแค่อยากรู้เอง อย่าตกใจเลยน่า

8 เดือน : ชอบผงกดูของในมุมต่างกัน จะส่ายหน้า ทำท่าเคลื่อนไหวเร็วช้า ก็หนูเล่นพิสูจน์ว่ารูปร่างของไม่เปลี่ยนแน่ไง ยิ่งได้เล่นส่องกระจกเปรียบเทียบยิ่งชอบ หนูจะชะโงกหน้าดู ตี สัมผัส ลูบคลำ หอมเงาก็ยังมีนะ

9 เดือน : เริ่มจำเกมที่เคยเล่นได้แล้ว เกมจ๊ะเอ๋นี้หนูช๊อบชอบ ถึงกับเรียกร้องขอเล่นอีกในวันรุ่งขึ้น หนูรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเล่นเงียบๆ ไม่เข้าไปยุ่งกับพี่ๆ หลังจากที่หนูทำวงแตก ก็หนูเริ่มเรียนรู้การรับรู้อารมณ์คนอื่นเป็นไง

10 เดือน : หนูสนใจของเคลื่อนที่ ถ้าได้เล่นบอล ไสบอลให้กลิ้งไปมา หนูก็เล่นอยู่ ได้นาน เห็นกระป๋องแป้งหนูก็จับเท ก็เคยเห็น มาม๊าเทแป้งแบบนี้นี่ แล้วถ้าได้เล่นเกมซ่อนหาของใต้ผ้าห่ม หนูก็จะเลิกผ้าดูได้อีกนะ

11 เดือน : หนูชอบหย่อนสิ่งหนึ่งลงในถ้วยแล้วฟังเสียง แล้วก็หยอดอีกสิ่งหนึ่งตามลงไป เช่น พลาสติก ไม้ แหวน ลูกบอล ก็อยากรู้นี่ว่าเสียงจะต่างกันมั้ย แล้วก็ชอบดูพวกพี่ๆ เล่น หนูจะได้เลียนแบบเล่นตามเขาด้วยไง

12 เดือน : หนูไม่ได้แค่ฝึกเดินนะ แต่ยังชอบลากรถของเล่นไปด้วย ลากถอยหลังก็ได้ ถ้าใครยื่นของเล่นให้ 3 ชิ้นก็รับได้หมด เอา 2 ชิ้นใส่ในอ้อมแขน ถืออีกชิ้น แถมรู้จักขยายอ้อมแขนให้กว้างใส่ของเพิ่มได้ เก่งมั้ยล่ะ


*** Play Tips ลูกเล่นเป็นสุข
ให้โอกาสลูกได้เล่นทดลองทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะทุกอย่างที่ลูกทำ คือ การเรียนรู้ แต่ถ้าเห็นว่าลูกเล่นในสิ่งที่ไม่ปลอดภัย เช่น ปลั๊กไฟ ทีวี เตารีด สายไฟ ควรห้ามเสียงเข้ม โดยใช้คำว่า ‘ไม่’ ให้หนักแน่น แล้วก็ไม่ห้ามพร่ำเพรื่อ ใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นอันตรายเท่านั้นค่ะ

Mother&Care Vol.5 No.56 August 2009

อาหารต้านโรค

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตและสุขภาพของลูกน้อย
และอาหารก็ยังเป็นยาบำรุง ยารักษาโรคด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฉบับนี้เรามาดูกันว่า
อาการยอดฮิตในวัยเบบี๋ที่มักเป็นกันบ่อยๆ ต้องกินอาหารแบบไหนถึงจะป้องกัน และรักษาได้ โดยไม่ต้องใช้ยา

1. ท้องผูก
ถึงแม้ลูกจะถ่ายทุกวันแต่ถ้าอุจจาระแข็งเป็นก้อนแข็งๆ เม็ดๆ หรือถ่ายยาก ถ่ายลำบาก ก็ถือว่าเป็นอาการท้องผูก ซึ่งบางครั้งอาจมีเลือดปนติดออกมาด้วยหลายครอบครัว กว่าลูกจะถ่ายได้สำเร็จแทบจะร้องไห้ไปกับลูก
กินอะไรดี กล้วยน้ำว้า, มะละกอ, ส้ม, น้ำลูกพรุน , ผักกาดขาว
ผักผลไม้ที่กล่าวมาจะมีลักษณะนิ่ม มีกากใยสูง ทั้งยังมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อย ช่วยให้ระบบ ขับถ่ายเป็นไปอย่างสะดวก

ถ้าลูกเพิ่งเริ่มกินน้ำผลไม้ ให้คุณแม่เจือจางน้ำผลไม้กับ น้ำต้มสุก 1:1

3. ไข้หวัด
อาการไอ น้ำมูกใส หายใจครืดคราด และมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการไข้หวัด พบได้บ่อยในเด็กเล็ก ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากให้ลูกน้อยกินนมแม่และน้ำอุ่นบรรเทาอาการแล้ว การกินผัก ผลไม้ก็ช่วยได้
กินอะไรดี มะเขือเทศ, ส้ม
ผักหรือผลไม้รสเปรี้ยว จะมีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนอยู่มาก สำหรับมะเขือเทศนั้นเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จักกันดี นำมาเป็นเมนูให้กับลูกน้อย

มะเขือเทศไม่ควรปรุงด้วยความร้อนสูง เพราะทำให้คุณค่าสารอาหารสูญเสียได้ โดยเฉพาะวิตามินซี

ผักและผลไม้ในบ้านเราหาซื้อได้ง่ายตามฤดูกาล ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง แต่สิ่งที่คุณแม่ควรให้ความสำคัคือ กินอาหารครบ 5 หมู่ สร้างภูมิต้านทานด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพลูกน้อยพร้อมๆ กันไปด้วยค่ะ

2. ไอ มีเสมหะ
การไอเป็นกลไกหนึ่งของร่างกาย เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ เช่น มีฝุ่น เสมหะ เป็นต้น การไอ หายใจครืดคราด และมีเสมหะร่วมด้วย มักเป็นต้นเหตุให้ลูกน้อยหายใจไม่สะดวก เกิดอาการหงุดหงิด งอแงได้ง่าย
กินอะไรดี น้ำมะตูม, น้ำองุ่น
เป็นสมุนไพรคลายร้อน รสหวานเย็น สรรพคุณแก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือดและแก้กระหายน้ำ ขับลม เจริญอาหาร สามารถนำส่วนต่างๆ ของมะตูมมาใช้เป็นยา ได้แก่ ราก ใบ ผลแก่ และสุกค่ะ


* ควรนำมะตูมแห้งมาต้มเอง และปรุงรสไม่ให้หวานมากเกินไปคุณแม่จะได้ควบคุมเรื่องความสะอาดและรสชาติได้เอง
* ถ้าจะทำน้ำองุ่น ให้นำองุ่นมา ปอกเปลือก ล้างให้สะอาด แล้วนำมากรองผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบาง

4. แผลในปาก
เป็นอาการเจ็บป่วยที่ทำให้เด็กๆ ไม่ค่อยยอมกินนม กินข้าว คุณแม่ต้องลองให้ลูกกินอาหารที่มีลักษณะเย็นๆ สักหน่อย เพื่อที่ลูกจะพอกินได้บ้าง มาดูกันว่าอาหารที่พอทุเลาอาการคืออะไร
กินอะไรดี น้ำกระเจี๊ยบหรือฟัก
ส่วนมากเรารู้จักคุ้นชินกับกระเจี๊ยบในรูป น้ำผลไม้ ในน้ำกระเจี๊ยบจะมีวิตามินเอสูง บำรุงสายตาและกระดูก ฟัน ส่วนฟักเป็น ผักพื้นบ้าน ค่อนข้างหาซื้อง่ายมีคุณสมบัติทางสมุนไพรแก้กระหายน้ำเป็นอาหารที่มีลักษณะเย็น ช่วยระบายความร้อนได้

ถ้าต้มน้ำกระเจี๊ยบให้ลูก ควรแช่เย็น แล้วจึงให้ดื่ม เพราะการดื่มของร้อนจะทำให้รู้สึกเจ็บแผลมากยิ่งขึ้น มีการขยายตัวบริเวณที่เกิดแผล

Mother&Care Vol.5 No.57 September 2009

วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


8 วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรัก
เด็กเล็กมีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ ฉะนั้น เรื่องสุขภาพร่างกายของลูกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้ลูกน้อย ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ
1. กินนมแม่
สารอาหารต้นทุน ที่สำคัญและดีที่สุดสำหรับลูกน้อย ก็คือนมแม่ ที่นอกจากไม่เสียเงินทองแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องภูมิต้านทาน เพราะทารกช่วงแรกเกิด-1 ปี ระบบการพัฒนาภูมิคุ้มกันอาจยังไม่สมบูรณ์ โอกาสการติดเชื้อโรคเกิดได้ง่ายกว่าเด็กโต การให้ลูกกินนมแม่จะช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วย การแพ้นมวัว และเชื่อมโยงความผูกพันระหว่างแม่ลูก
2. อาหารเสริม
ลูกน้อยมีพัฒนาการ การเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเคลื่อนไหวมากขึ้นตามช่วงวัย จึงควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อการเจริญเติบโต ได้กินอาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย (ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง) เพื่อช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงรสชาติ ลักษณะอาหารที่ต่างจากนมแม่ และฝึกทักษะเรื่องการกินอาหารที่เหมาะสม
3. สร้างภูมคุ้มกันด้วยวัคซีน
การฉีดวัคซีน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เตรียมร่างกายให้พร้อมต่อการต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ลูกได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานในเบื้องต้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ส่วนวัคซีนทางเลือกนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม สุขภาพของลูก และความต้องของคุณพ่อคุณแม่
4. สุขอนามัยที่ดี
ความสะอาด เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดของใช้ ของเล่นทุกชนิด ที่ลูกสัมผัสอยู่เสมอ เพื่อกำจัดและป้องกันเชื้อโรค ซึ่งรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ ที่ควรดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยส่วนตัว เช่น ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม เข้าห้องน้ำ เป็นต้น
5. ใส่ใจสภาพแวดล้อม
ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็ทำให้เจ้าตัวเล็กของคุณแม่ ไม่สบายเนื้อสบายตัว ออกอาการโยเยได้ คุณจึงควรเตรียมพร้อม หาทางรับมือ ป้องกันปัญหาเรื่องสุขภาพลูก ในแต่ละช่วงฤดูกาลไว้ก่อน เช่น ช่วงหน้าฝนควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุม ให้ความอบอุ่นแก่ลูก ส่วนหน้าร้อน ก็ควรอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนเกินไป ใส่เสื้อผ้าบางๆ เพื่อช่วยระบายอากาศ
6. นอนหลับเพียงพอ
ในช่วงที่ลูกนอนหลับสนิท ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormones ออกมา ซึ่งทำให้ร่างกายลูกน้อยเจริญเติบโตตามปกติ และขณะที่ลูกน้อยหลับ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ ฉะนั้น การสร้างบรรยากาศภายในห้องนอนที่เหมาะสม ไม่รบกวนการนอนของลูก ก็มีส่วนช่วยต้านโรคเช่นกัน
7. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายของเด็กวัยนี้ อาจจะยังไม่มีรูปแบบชัดเจนนัก ถ้าเด็กคนไหนแอคทีฟ เคลื่อนไหวบ่อย ก็เท่ากับเป็นการออกกำลังทางหนึ่ง แต่ถ้าเด็กคนไหนเจ้าเนื้อ อาจจะไม่ค่อยชอบเคลื่อนไหวเท่าใดนัก ให้คุณพ่อคุณแม่คอยกระตุ้นด้วยการเล่นกับลูก หลอกล่อให้ลูกอยากจะคว่ำ คลาน เดิน ตามช่วงพัฒนาการ เพื่อให้ลูกออกกำลังแขน ขา เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย สร้างความกระฉับกระเฉง ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดในร่างกาย ทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีและแข็งแรง
8. เสริมวัคซีนทางใจ
ข้อนี้ยกให้เป็นเรื่องปฏิบัติของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ด้วยการเตรียมจิตใจ อารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ เพราะอารมณ์ และจิตใจของคุณส่งผลโดยตรงต่อลูกน้อย ยิ่งคุณอารมณ์ดี มีความสุขกับการเลี้ยงลูก ก็เท่ากับคุณได้สร้างความสุข เสริมภูมิคุ้มกันทางใจให้ลูกน้อยแล้วค่ะ

ลูกคลอดก่อนกำหนด

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง



คุณแม่คงทราบดีแล้วว่า.... เมื่อลูกเกิดมาแล้วมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม จะถือว่ามีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ ลูกต้องได้รับการดูแลจากทางโรงพยาบาลเป็นพิเศษจนกว่าจะแข็งแรงดี คุณแม่จึงจะรับกลับบ้านได้ แล้วคุณแม่ทราบไหมคะว่าหนึ่งในบรรดาทารกวัยแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย มักเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

รู้จักลูกคลอดก่อนกำหนด
ปกติลูกจะใช้เวลาเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์แม่ราว 40 สัปดาห์ นับหลังจากวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย แต่ถ้าลูกคลอดออกมาก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ จะถือว่าเป็นทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทำให้ลูกยังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่นอกครรภ์ ลูกปรับตัวได้ค่อนข้างยาก จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ลูกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยโดยเฉพาะลูกที่คลอดก่อนกำหนด มักมีปัญหาสุขภาพเนื่องมาจากสาเหตุของระบบและอวัยวะภายในยังพัฒนาไม่เต็มที่ด้วย เช่น
• ระบบการหายใจ
• การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
• การดูดและการย่อยนม
• มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
• หากไม่ได้รับการรักษาอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมองตามมา
• ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญบางตัว จำเป็นต้องได้รับวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม
• ร่างกายมีพลังงานสำรองน้อย มีปริมาณไขมันไม่พอที่จะควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
• มีปัญหาอุณหภูมิของร่างกายต่ำ ขาดออกซิเจน และมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ตัวช่วยลูกคลอดก่อนกำหนด
คุณแม่ที่มีลูกน้ำหนักตัวน้อย เพราะคลอดก่อนกำหนดในยุคนี้ ก็อย่าได้กังวลใจไปค่ะ ด้วยความก้าวหน้าด้านความรู้และเทคโนโลยี จะช่วยให้ลูกที่คลอดก่อนกำหนดมีโอกาสรอดสูง ลูกจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคุณหมอและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ คุณพ่อคุณแม่เองก็ยังได้รับคำแนะนำและการมีส่วนร่วมในการดูแลลูกกับมือด้วย เช่น การให้นม การอาบน้ำ การเปลี่ยนผ้าอ้อม และวิธีสัมผัสโอบกอด เพื่อช่วยให้ลูกเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

ตู้อบ
เมื่อลูกเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย ลูกจะต้องอยู่ในตู้อบเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ และติดตามเฝ้าดูการหายใจจนกว่าจะเป็นปกติ ตู้อบจึงเสมือนเป็นผู้ช่วยให้ลูกปรับตัวดีขึ้น โดยทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น รวมทั้งออกซิเจนที่จำเป็นตามความต้องการ เพราะปอดลูกยังพัฒนาไม่พอ และทำงานได้ไม่ดีนัก จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทั้งยังมีการออกแบบเพื่อให้คุณแม่สอดมือเข้าไปสัมผัสดูแลลูกได้จากช่องประตูด้านข้าง มีการติดตั้งอุปกรณ์ดูแลลูกไปในตัวด้วย เช่น สายยางให้นม สายน้ำเกลือฯลฯ มีตู้เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นของลูกข้างใต้ตู้อบ เช่น เสื้อผ้า ผ้าอ้อม ผ้าปูที่นอน อ่างอาบน้ำ
เมื่อคุณหมอเห็นว่าลูกสามารถควบคุมอุณหภูมิของตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว จึงจะย้ายลูกไปนอนในเตียงทารกแรกคลอดที่อาจมีเครื่องทำความอบอุ่นตามความจำเป็นค่ะ ถึงตอนนี้คุณแม่ก็เตรียมตัวรับลูกกลับบ้านได้แล้วค่ะ

นมแม่
จากการศึกษาพบว่าน้ำนมแม่ที่คลอดลูกก่อนกำหนด ไม่ว่าจะเป็นนมแม่ในช่วงแรก เรียกกันว่าหัวน้ำนม(โคลอสตรัม) จะมีปริมาณของสารเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกมากกว่านมแม่ทั่วไป และมีปริมาณโปรตีนมากกว่าเพื่อช่วยในการเติบโต ส่วนนมแม่ในช่วงหลังก็มีสารจำเป็นต่อลูกเช่นกัน เห็นไหมคะธรรมชาติได้เตรียมการไว้ดูแลลูกที่คลอดก่อนกำหนดแล้ว ทำให้ลูกได้รับสารที่จำเป็นเหมือนเมื่ออยู่ในครรภ์ ลูกที่คลอดก่อนกำหนดแล้วได้รับนมแม่จะช่วยลูกให้เจริญเติบโตใกล้เคียงกับทารกในช่วงที่อยู่ในครรภ์ ดังนั้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกค่ะ

โรคใดเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นไข้

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


คุณแม่ทราบไหมคะ โรคใดเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นไข้

…..สะดืออักเสบ ….. ท้องร่วง ….. ลำไส้กลืนกัน ….. ไข้ออกผื่น
….. อีสุกอีใส ….. ปอดบวม ….. อาหารเป็นพิษ ….. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
….. ไอกรน ….. ปวดหู ….. หลอดลมฝอยอักเสบ ….. ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
….. กระเพาะอาหารและลำไล้อักเสบ

โรคดังกล่าวทุกโรค ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเจ็บป่วย แล้วแสดงอาการไข้ออกมาได้ทั้งสิ้นค่ะ

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเป็นไข้ คุณแม่คิดถึงเรื่องใด ?

[…..] สาเหตุ […..] สังเกต […..] ดูแล […..] ป้องกัน

รู้สาเหตุ ก่อนสังเกตอาการไข้
เมื่อจับหน้าผากลูกแล้วรู้สึกว่าร้อนผิดปกติ สิ่งที่แรกที่คุณแม่นึกถึง คือ ลูกอาจเป็นไข้ ซึ่งการที่อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น นั่นหมายความว่าลูกมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นแล้วค่ะ เพราะเป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค

สังเกต...อาการเป็นไข้
ปกติอุณหภูมิของร่างกายจะอยู่ระหว่าง 36-38 องศาเซลเซียส แต่การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ อุณหภูมิจึงอาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นได้เร็วกว่า

ดังนั้นเมื่อสงสัยว่าลูกอาจเป็นไข้ คุณแม่ควรวัดไข้ เพื่อให้แน่ใจจะดีกว่าค่ะ

ถ้าวัดไข้ทางปากของลูกได้สูงเกินกว่า 37.7 องศาเซลเซียส หรือวัดทางทวารหนักเกิน 38 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าอาการไข้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นชั่วคราวเท่านั้น จึงควรวัดไข้อีกครั้งหนึ่งหลังจากวัดไข้ครั้งแรก 20 นาทีด้วยค่ะ

ถ้าสังเกตว่าลูกมีอาการเหล่านี้...
ควรพาไปพบแพทย์
+ วัดไข้แล้วลูกมีอุณหภูมิสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส
+ วัดไข้แล้วลูกมีอุณหภูมิสูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส และมีอาการไม่สบายอย่างเห็นได้ชัด
+ เป็นไข้ตัวร้อนร่วมกับมีอาการชัก หรือเคยมีประวัติว่าเคยชัก มาก่อนแล้วเกิดเป็นไข้
+ เป็นไข้ตัวร้อนที่มีอาการคอแข็งและปวดหัวร่วมด้วย
+ มีไข้ลดลงแล้วกลับสูงขึ้นอีกโดยทันที
+ เป็นไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส นานติดต่อนานเกิน 3 วัน


วิธีวัดไข้ลูกวัยเบบี๋
สำหรับลูกวัยต่ำกว่า 1 ปี คุณแม่ควรใช้ปรอทวัดไข้แบบสอดทางทวารหนัก หรือใช้แถบเทอร์โมมิเตอร์วัดหน้าผาก ก็สามารถอ่านค่าตัวเลขได้ง่ายและชัดเจนกว่าชนิดปรอท

ปรอทวัดไข้แบบสอด
+ ทากระเปาะของปรอทด้วยเบบี้ออยล์ หรือวาสลีนเพื่อหล่อลื่น
+ จับลูกนอนหงาย ถอดผ้าอ้อมออก ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าทั้งสองข้างยกขึ้น
+ หรืออาจจับลูกนอนคว่ำบนตัก และวางอีกมือหนึ่งทาบไว้บนหลังของลูก เพื่อป้องกันลูกดิ้น
+ ค่อยๆ สอดแท่งแก้วปรอทวัดไข้เข้าไปในช่องทวารหนัก ลึกประมาณ 2.5 ซม.หรือ 1 นิ้ว แล้วคาไว้
+ คอยจนครบ 2 นาที (หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต) แล้ว ดึงออก เช็ดวาสลีนที่ติดอยู่แล้วอ่านอุณหภูมิ

แถบวัดไข้ทาบหน้าผาก
+ แบบแถบแผ่นกลมให้วางแผ่นเทอร์โมมิเตอร์ทาบลงตรงกลางหน้าผาก ทิ้งไว้ 15 วินาที
+ ตัวเลขอุณหภูมิจะค่อยๆ เปลี่ยนไปตามลำดับจนมาหยุดที่ค่าแสดงอุณหภูมิของร่างกาย
+ แบบแถบพลาสติกให้ทาบเทอร์โมมิเตอร์ไว้กับหน้าผาก โดยไม่ให้มือถูกบริเวณตัวเลข
+ ทิ้งไว้ 15 วินาที ตัวเลขอุณหภูมิจะค่อยๆ สว่างขึ้นตามลำดับ ก่อนจะหยุดลงที่ค่าอุณหภูมิของร่างกายลูก


ดูแล...รักษาเมื่อไข้ขึ้น
ถ้าเห็นลูกมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส นานเกินครึ่งชั่วโมง คุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกตัวร้อนจัด เพราะการเป็นไข้จะทำให้ลูกโยเย รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังอาจทำให้เกิดอาการชักที่ส่งผลเสียได้ด้วย ดังนั้นการลดไข้จึงเป็นเรื่องจำเป็น และการห่มผ้าห่มหรือใส่เสื้อหนาๆ ให้ลูก ไม่ได้ช่วยให้ไข้ลด แต่กลับจะยิ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนมากขึ้น การลดไข้ให้ลูกคุณแม่สามารถทำได้ด้วยการเช็ดตัวลดไข้ และการให้ยาลดไข้ค่ะ

เช็ดตัวลดไข้
• ใส่น้ำอุ่นพอสบายลงในอ่างอาบน้ำเด็ก หรือกะละมังขนาดย่อมประมาณครึ่งถัง แล้วใส่ผ้าขนหนูหลายๆ ผืนหรือฟองน้ำลงไป รองตัวลูกไว้ด้วยผ้าขนหนูแห้งๆ เพื่อกันที่นอนเปียก
• บิดผ้าขนหนูหรือฟองน้ำเอาน้ำออกเพียงเล็กน้อย แล้วเริ่ม เช็ดตัวให้ลูกจากส่วนศีรษะลงไปจนทั่วร่างกาย โดยไม่ลืมเปลี่ยนผ้าขนหนูหรือฟองน้ำชิ้นใหม่เมื่อรู้สึกว่าผ้าเริ่มอุ่นๆ และเริ่มแห้ง
• วัดอุณหภูมิหลังจากเช็ดตัวเสร็จประมาณ 5-10 นาที ถ้าอุณหภูมิลดลงเหลือ 38 องศาเซลเซียส ให้หยุดเช็ดตัวได้ แต่ถ้าอุณหภูมิยังไม่ลดให้เช็ดตัวใหม่ และวัดอุณหภูมิทุกๆ 5 นาที จนกว่าไข้จะลดลง
• ห่อตัวลูกด้วยผ้าฝ้าย ระวังอย่าปล่อยให้หนาวเกินไป ถ้าไข้สูงขึ้นมาอีก ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นซ้ำ แต่ถ้าไข้ไม่ลดลงเลยควรรีบพาลูกไปพบแพทย์

เคล็ดลับไข้ลด เช็ดตัวลูกด้วยน้ำก๊อกธรรมดาหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย อย่าใช้น้ำเย็น น้ำอุ่นเล็กน้อยจะช่วยกระตุ้นหลอดเลือดขยายตัว และนำความร้อนออกจากร่างกายได้ดี แต่ถ้าใช้น้ำเย็นเช็ดตัวจะทำให้หลอดเลือดหดตัวแล้วยังทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกได้อีกด้วยค่ะ

การให้ยาลดไข้
ยาลดไข้ที่เหมาะสม คือ พาราเซตามอล เพราะมีฤทธิ์ข้างเคียงน้อย มีชนิดน้ำเชื่อมทั้งชนิดที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ผสม แล้วยังมีชนิดหยดที่ให้เด็กเล็กได้ง่าย ซึ่งการให้ยาลดไข้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ด้วยค่ะ

ยาลดไข้สำหรับเด็กมักเป็นยาน้ำชนิดน้ำเชื่อม ซึ่งมีรสหวาน เพื่อช่วยให้เด็กกินง่าย และคุณแม่สามารถป้อนให้ลูกได้ด้วยช้อน กระบอกหยอดยา หรือที่หยอดยา สำหรับเด็กเล็กๆ การใช้กระบอกยาหรือที่หยอดยา ซึ่งออกแบบเฉพาะสำหรับเด็ก จะช่วยให้คุณแม่ป้อนยาลูกได้สะดวกกว่าการใช้ช้อนธรรมดาค่ะ

ข้อระวังในการให้ยา ไม่ว่าคุณแม่จะใช้ยาพาราเซตามอลชนิดใดก็ตาม ควรต้องให้ยาตามขนาดที่กำหนดไว้ในคำแนะนำ ไม่ควรเพิ่มให้มากหรือลดน้อยกว่าที่กำหนด และไม่ให้ยานี้ติดต่อกันเกิน 2 วัน โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์

วิธีป้อนยา
การป้อนยาลูกวัยทารกมักเป็นเรื่องยาก เพราะลูกมักดิ้น ส่ายหน้าหนี หรือใช้มือปัดยา จนคุณแม่ต้องหาผู้ช่วยให้จับลูกให้อยู่นิ่งก่อนจะป้อนยา คุณแม่ควรให้ลูกนอนลงโดยยกส่วนศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่ควรวางลูกนอนราบกับพื้นขณะให้ยา เพราะอาจสำลักยาได้

ป้อนยาด้วยช้อน
+ ต้มช้อนเพื่อฆ่าเชื้อเสียก่อนใช้ป้อนยาลูก
+ อุ้มลูกไว้ในวงแขน ถ้าลูกไม่ยอมอ้าปาก
ควรใช้มือดึงที่คางเบาๆ หรือใช้มือบีบแก้มเบาๆ
โดยกดนิ้วมือให้อยู่ระหว่างขากรรไกรบน
และขากรรไกรล่างเพื่อให้ลูกหุบปากไม่ได้
จะทำให้ลูกยอมอ้าปาก
+ ถ้าจำเป็นอาจให้คนอื่นช่วยบีบแก้มลูกเบาๆ
เช่น พ่อ หรือพี่ๆ ของลูก
+ แตะช้อนที่ริมฝีปากล่างของลูก
แล้วค่อยๆ ยกด้ามช้อนขึ้น
เพื่อรินยาเข้าไปในปาก
ป้อนยาด้วยที่หยอดยา
+ อุ้มลูกไว้เหมือนกับที่กล่าวมา
+ ดูดยาเข้าหลอดตามปริมาณที่กำหนด
+ แตะปลายหลอดลงที่มุมปากของลูก แล้วค่อยๆ หยอดยาลงไปช้า

ป้อนยาด้วยกระบอกหยอดยา
+ รินยาตามปริมาณที่ต้องการลงในกระบอกหยอดยา
+ อุ้มลูกไว้ในท่าเดิมเหมือนที่กล่าวมาข้างต้น
+ แตะปลายกระบอกเข้ากับริมฝีปากล่างของลูก
+ ปล่อยให้ยาค่อยๆ ไหลเข้าไปในปากลูกช้าๆ
ป้อนยาด้วยนิ้วแม่
+ ถ้าลูกไม่ยอมกินยาจากช้อน หรือกระบอกหยอดยา
+ ให้คุณแม่รินยาตามปริมาณที่กำหนดใส่ภาชนะเล็กๆ
+ ล้างมือให้สะอาด แล้วใช้ปลายนิ้วก้อยจุ่มลงในยา
+ ให้ลูกดูดยาจากปลายนิ้วจนกว่ายาจากปลายนิ้วจะหมด

ข้อแนะนำการให้ยา * หาคนมาช่วยจะป้อนยาได้ง่ายขึ้น * ถ้าไม่มีใครช่วยควรห่อลูกด้วยผ้าขนหนูรอบแขนทั้งสองข้างให้แน่น เพื่อไม่ให้ลูกดิ้น หรือใช้มือปัดยา * รินยาเข้าปากลูกทีละน้อยช้าๆ * ถ้าลูกบ้วนยาออกมา หาคนช่วยจับปากลูกให้อ้าออกแล้วรินยา * จากนั้นจับปากลูกให้ปิดอย่างเบามือ

ป้องกัน…หมั่นดูแลสุขภาพลูก
การป้องกันไม่ให้ลูกเป็นไข้ คือ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังยืดเส้นยืดสายลูกบ่อยๆ โดยจับแขนขาลูกยืดเหยียดหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้ลูกพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ไม่พาลูกไปตากแดดตากฝนไม่พาไปยังที่ที่มีผู้คนแออัด หรือที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ เลือกเสื้อผ้าให้ลูกใส่อย่างเหมาะสมกับสภาพอากาศ รวมทั้งหมั่นทำความสะอาดร่างกายให้ลูกมีสุขอนามัยที่ดีด้วยนะคะ

Mother&Care Vol.5 No.55 July 2009

การควบคุมศีรษะ...เมื่อเจ้าหนูชันคอดูสิ่งรอบข้าง

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง



“จากการควบคุมศีรษะ สู่การพลิกตัวและคืบ การนั่ง การคลาน และการก้าวเดิน”

การควบคุมศีรษะ...เมื่อเจ้าหนูชันคอดูสิ่งรอบข้าง

เมื่อวัยแรกเกิดลูกน้อยจะคออ่อนมาก แต่จะเริ่มชันคอได้เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัย 1-2 เดือน แล้วจะยกศีรษะขึ้นตั้งทํามุม 45 องศาได้แม้จะอยู่ในท่าคว่ำ ส่วนปลายเดือนที่ 6 ลูกจะเริ่มชันคอได้ดี หันไปดูสิ่งต่างๆ ได้ถนัดขึ้น เพราะควบคุมกล้ามเนื้อคอได้อย่างสมบูรณ์

การพลิกตัวและคืบ...เมื่อหนูอยากไปข้างหน้า
เมื่อลูกถึงวัย 3 เดือน จะชูศีรษะและไหล่ขึ้นได้ โดยใช้แขนวางค้ำยันพื้น เมื่อเข้าสู่วัย 5 เดือน จะยกศีรษะขึ้น-ลง โดยงอแขนยันพื้นช่วย แล้วทําท่ายงโย่ ยงหยกเคลื่อนที่ไปมา พอวัย 6 เดือน ลูกก็จะพลิกตัว และคืบเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้แล้วค่ะ

การนั่ง....เมื่อหนูอยากเห็นให้สูงขึ้นอีกนิด
ลูกเริ่มนั่งพิงได้บ้างเมื่อกล้ามเนื้อคอและศีรษะแข็งแรงพอ โดยเริ่มแสดงให้เห็นเมื่ออายุ 4 เดือน พอวัย 5 เดือนจะเริ่มนั่งด้วยตัวเองได้ชั่วครู่ เมื่อเข้าสู่วัย 7 เดือนจะนั่งได้เอง แล้วใช้มือสํารวจของที่เอื้อมถึง แล้วเรื่องการนั่งก็จะกลายเป็นเรื่องสบายๆ เมื่อเข้าสู่ 8 เดือนค่ะ

การคลาน...เมื่อหนูอยากสํารวจโลก
เมื่อถึงช่วง 6-7 เดือนลูกจะเริ่มคลาน เพราะกล้ามเนื้อแขน ขา หลังแข็งแรงเต็มที่ ลูกจะคลานได้ดี เปลี่ยนจากท่านั่งมาเป็นคลานได้ใน 8 เดือน ส่วนวัย 9-10 เดือนเป็นช่วงที่ลูกคลานได้คล่อง มือกับเข่าทํางานเข้ากันดี คลานได้คล่อง กว่าจะจับตัวได้คุณแม่ก็แทบ หมดแรงเหมือนกันค่ะ

การก้าวเดิน...เมื่อรู้ว่าโลกกว้างรอหนูอยู่
ช่วงสัปดาห์แรกๆ จะเห็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับของลูกเหมือนการก้าวเดินค่ะ คือ อุ้มลูกให้เท้าแตะพื้น ลูกจะยกเท้าทําท่าเดินทันที ช่วง 5 เดือนถ้าอุ้มให้ยืนบนพื้น ลูกจะขย่มตัวขึ้น-ลงเหมือนกระโดด พอเข้าสู่วัย 8 เดือนก็จะใช้แขนเหนี่ยวตัวดึงตัวเองขึ้นยืน เกาะเครื่องเรือนได้ วัย 9-10 เดือนลูกก็จะงอเข่าเพื่อนั่งลงได้ แล้วก็จะยืนได้เก่ง ก้มตัวหรือนั่งยองๆ เองได้คล่องตั้งแต่ช่วงวัย 11 เดือนขึ้นไปค่ะ

เมื่อเริ่มเดินได้ในช่วงวัยขวบปีแรก ตอนนั้นโลกกว้างทั้งใบก็จะเปิดออกสําหรับลูก เผยให้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่น่าเรียนรู้ น่าสํารวจ น่าตื่นตาตื่นใจไปเลยเชียวล่ะ

มาตรฐานการเติบโตของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด - 6 ปี โดยเฉลี่ย
อายุ แรกเกิด น้ำหนักประมาณ 3 ก.ก. ส่วนสูงประมาณ 50 ซม.
อายุ 3 เดือน น้ำหนักประมาณ 5.5 ก.ก. ส่วนสูงประมาณ 60 ซม.
อายุ 6 เดือน น้ำหนักประมาณ 7 ก.ก. ส่วนสูงประมาณ 67 ซม.
อายุ 1 ปี น้ำหนักประมาณ 9 ก.ก. ส่วนสูงประมาณ 75 ซม.

Mother&Care VOL.4 NO.46 October 2008

โด เร มี นักดนตรีตัวน้อย

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง



โด เร มี นักดนตรีตัวน้อย

ถึง เจ้าตัวน้อยของแม่
เรื่อง พัฒนาการด้านดนตรี
แม่เชื่อว่า สักวันหนูคงได้อ่านจดหมายฉบับนี้ และคงรู้ว่าแม่ใส่ใจพัฒนาการของหนูมาก แม่รู้จ้ะว่าหนูตอบสนองเสียงต่างๆ ได้ตั้งแต่แรกเกิด ถ้ามีเสียงดนตรีแทรกขึ้นขณะที่มีเสียงอื่นดังอยู่ หนูจะทําท่าเงี่ยหูฟังดนตรีอย่างตั้งใจ ถ้าได้ยินเสียงแม่เห่กล่อม หนูก็จะนอนง่ายขึ้น แล้วอยากรู้ไหมว่าวัยอื่นหนูเป็นอย่างไร อ่านต่อไปสิจ๊ะ

วัย 1 เดือน หนูรู้จักมองหาจุดที่มาของเสียงที่ได้ยิน เมื่อได้ยินเสียงแม่ร้องเพลง หนูจะจําได้เป็นพิเศษ
วัย 2 เดือน หนูจะสนใจฟังเสียงต่างๆ แสดงอาการชอบใจ เมื่อได้ฟังเสียงดนตรีและเสียงเพลง จะชะงักงัน และหยุดนิ่งเพื่อฟังเสียง

วัย 3 เดือน หนูชอบส่งเสียงอืออาตอบรับเสียงที่ได้ยิน หันหน้าไปหาเสียงเพลง เงี่ยหูฟัง บางทีก็หยุดดูดนมเพื่อตั้งใจฟังเสียงที่เกิดขึ้น แล้วแม่ก็ได้ยินหนูส่งเสียงในลําคอโต้ตอบเสียงนั้นด้วยจ้ะ
วัย 4 เดือน เวลาได้ยินเสียงดนตรีหนูจะตอบสนอง ทันที มองหาแหล่งเกิดเสียงแล้วก็หยุดฟังเสียงดนตรี แถมเวลาหนูส่งเสียงเหมือนพูดคุย ก็ยังมีระดับเสียงขึ้นลงเหมือนเสียงดนตรีด้วยนะ

วัย 5 เดือน เวลาเปิดดนตรี หนูมีปฏิกิริยาให้เห็นเหมือนตอบสนองต่อจังหวะและทํานองดนตรี แล้วหนูก็จะใช้วิธีการส่งเสียงเป็นการสื่อสารกับคนอื่นได้ด้วย
วัย 6 เดือน หนูทําท่าพอใจเมื่อได้ยินเสียงดนตรี เช่น ผงกหัว โน้มตัวลงตอบสนอง ส่งเสียงพึมพํา ทําหน้า ประหลาดใจต่อแหล่งที่มาของเสียง พูดเลียนระดับเสียงดนตรี ขยับตัวตามจังหวะ หยุดร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงเพลง


วัย 7 เดือน หนูชอบฟังดนตรี และหันศีรษะเมื่อดนตรีเปลี่ยนจังหวะ แล้วก็ยังพยายามเลียนแบบเสียงด้วย
วัย 8 เดือน หนูทําท่าเหมือนจําทํานองเพลงได้ ชอบทําให้เกิดเสียง ต่างๆ เช่น พอเคาะโต๊ะดังได้ก็ชอบใจหันไปเคาะจานชามอื่นๆ อีก เสียงแหลมๆ ที่กระทบกันเป็นเสียงดนตรี ฟังดูน่าสนุกสําหรับหนูมากเลยสิจ๊ะ

วัย 9 เดือน ชอบฟังการสนทนาและเสียงเพลง ชอบพึมพํา งึมงัมเหมือนฮัมเพลงที่เป็นภาษาตัวเอง แม้จะไม่ชัดเจน แล้วก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่แม่รู้ว่าหนูชอบเลียนแบบการส่งเสียง ทั้งเสียงพูดและเสียงเพลงมากเลย
วัย 10 เดือน หนูแสดงอารมณ์ให้แม่เห็นแล้วว่าชอบฟังดนตรี จะยิ้ม ทําตาโตพอใจ ทําท่าจําทํานองเพลงง่ายๆ ได้จากเพลงที่ฟังบ่อย เช่น เพลงแมงมุม เพลงช้าง เพลงโยกเยก แล้วแม่ก็รู้ว่าหนูสนใจฟังคําคล้ายกันด้วยนะ

วัย 11 เดือน หนูชอบพึมพํา ทําท่าเหมือนร้องเพลงง่ายๆ ให้แม่ได้ยิน ชอบเลียนแบบการออกเสียง จังหวะ
วัย 12 เดือน หนูชอบทําเสียงเหมือนร้องเพลงคนเดียว ชอบเลียนเสียง แสดงความชอบดนตรีบางชนิดได้แล้ว เช่น ชอบฟังเสียงขลุ่ย เสียงกลอง เห็นไหมว่าหนูมีพัฒนาการด้านดนตรีไม่ใช่น้อยเลยนะจ๊ะ


Mother&Care / Vol.4 No.41 May 2008

Top 10 Ways to Prevent Breastfeeding Problems

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




Top 10 Ways to Prevent Breastfeeding Problems
Lactation expert Teresa Pitman shares the top ways to stop breastfeeding issues before they begin
Teresa Pitman

1. Be prepared
Plan ahead while you are pregnant to free up some time once your baby is born. If your baby nurses 10 times a day, and each feeding takes roughly half-an-hour, that’s five hours a day – and you haven’t even changed diapers, gotten up any burps, or had a shower. It will get easier and less time-consuming, but first you have to get through these early days. If you can stock your freezer with easy meals, or arrange to have dinner delivered, or bring someone in to do housework (even if it’s your Mom), you’ll be able to focus on getting breastfeeding well established.
2. Consider possible challenges
Find out about any issues you may have. For example, have you had breast surgery of any kind? That doesn’t mean breastfeeding is out of the question, but it may be helpful for you to talk to a lactation consultant or other experts to be prepared for any difficulties. Do you have inverted nipples (ones that sink down into the breast rather than poking up)? Again, breastfeeding usually works just fine with this less-common type of nipple, but consulting in advance can be helpful. If you take any medications, find out now if they are compatible with breastfeeding (most are) and discuss alternatives with your doctor.
3. Get advice
If there’s a La Leche League Group (LLL) in your community, go to a meeting – or a full series of four, if possible – while you’re still pregnant. Learning from other mothers who have “been there” is a great way to get practical advice that works in the real world. As new mom Christina McCarthy says, “My midwife told me to go to an LLL meeting before I had my baby. This way, if I did run into any issues, I would feel more comfortable asking for help from people I’d already met. I was glad I went – it was the first time I had ever seen anyone nurse a baby up close. Being there showed me that nursing didn’t have to be a big production. I watched in amazement as women casually breastfed their babies. It was very reassuring because I’d heard horror stories about how hard nursing was.”
4. If possible, let baby pick his birth day
Breastfeeding is a fairly complex skill for a newborn, and the baby who arrives a little early – even a week or two – may have difficulty figuring out how to coordinate latching on, sucking and breathing. Most of them get it eventually, but being induced before baby is ready can make getting started harder.
5. Be aware of the impact of interventions
Pain-relieving medications, such as epidurals, and other interventions in labour and birth can all make breastfeeding a little more challenging. A 2009 study in Sweden found that significantly fewer babies of mothers who had epidurals during labour were able to breastfeed during the first four hours after birth, and significantly fewer were fully breastfed at discharge from the hospital. And as for IVs, those extra fluids added to your system have to go somewhere, and once your baby is born some will end up in your breasts. It’s tough for a little baby to latch on to breasts that are painfully swollen with these fluids, as well as milk.
There are times, of course, when inductions, IVs and anaesthetics in labour or even a Caesarean section are essential, and many mothers do breastfeed successfully after these interventions. Don’t hesitate to ask for extra help. You may need to hand-express milk for the first few days (until your milk comes in and any engorgement has gone away – at that point, a pump may work) until your baby is able to latch and nurse effectively. If you’ve had a C-section, ask for help to find a comfortable position for feeding the baby, perhaps using a pillow to protect your incision. Be patient with your baby and with yourself!
6. Ask for anti-fungal
If you need antibiotics during labour (or afterward), ask about taking an anti-fungal medication as well. Antibiotics increase your risk of developing thrush, an overgrowth of a yeast organism that is normally on your body that can cause sore nipples for you and a sore mouth for your baby.
7. Allow baby to self-latch
Allow your baby to self-attach at the breast. Babies, as it turns out, know a lot more about breastfeeding that we used to think. Given the opportunity, your newborn can move to your breast and latch on effectively. These instincts are strong right from birth and seem to last for at least four to six weeks. Here’s how to do it: Lie on your back, or get comfortable in a semi-reclining position or sit upright, supporting the baby’s shoulders and bottom as he lies vertically (head toward your head) on your chest or abdomen. Then just follow his lead as he moves toward one breast or the other.
8. Stay close
Keep your baby close to you so you can feed as often as the baby wants to. A 2006 UK study divided newborns randomly into three groups. Babies in the first group were kept in bed with their mothers, those in the second group were in a co-sleeper attached to each mother’s hospital bed, and the babies in the third group stayed in little bassinets next to the mothers’ beds. The babies who were in bed with the mother breastfed more than twice as often when compared to the babies who had been in the bassinet instead. (Those in the co-sleeper arrangement were in between, but similar to the bedsharing babies.) Four months later, those babies who had been in bed with their mothers were about twice as likely to still be breastfed as those who had been kept in the bassinet.
If you opt to keep your baby in a bassinet or crib, watch closely for feeding cues. Babies generally breastfeed frequently in the early days and this is important to establish a good milk supply. Swaddling or wrapping your baby, or giving him a pacifier, can make it harder for him to let you know “hey, mom, I need to nurse again.”
9. Skin-to-skin
As much as you can, keep your baby in skin-to-skin contact with you. This will both signal your breasts to make more milk, and encourage your baby to feed frequently and calmly. The easiest way to do this is to wear an oversized, button-front shirt with nothing underneath. If you’re sitting down or reclining, your baby can just lie tummy-down on your chest. If you need to be up and walking around, a wrap-type baby carrier can help keep the baby in place.
10. Don’t watch the clock
Watch your baby instead. Rules like “feed the baby for 20 minutes on each side” or “wait four hours between feedings” don’t mesh with what researchers tell us about how breastfeeding works. The only way your baby can increase your milk production, if he needs to, is by feeding more frequently, and in the early days those frequent feedings are essential to establish the “milk factories” you need. And only your baby really knows how much milk he’s getting and how long he needs to stay at the breast – guidelines like “20 minutes” are based on averages, and neither you nor your baby are average!

ตรวจสุขภาพลูก จาก ‘อึ’

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




ตรวจสุขภาพลูก
จาก ‘อึ’

อึ เป็นตัวบ่งบอกเรื่องสุขภาพได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอึของลูก คุณต้องคอยสังเกตให้ดี เพราะอึของลูกในแต่ละวัน ก็มีความแตกต่างกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่ลูกหม่ำ ส่วนอึจะมีลักษณะแบบไหน บอกอะไรคุณแม่ได้บ้างนั้น ต้องติดตาม

อึ...แรกเกิด
     ลูกจะถ่ายออกมาภายใน 12-24 ชั่วโมง (ไม่เกิน 48 ชั่วโมง) มีลักษณะเหนียว สีเขียวปนเทาหรือดํา อึครั้งแรกของเด็กจะถ่ายแมคโครเนียมออกมา ซึ่งเรียกว่า ‘ขี้เทา’ เกิดจากขณะที่อยู่ในครรภ์ ทารกกลืนน้ำคร่ำหรือน้ำดีเข้าไป แสดงให้เห็นว่า ระบบขับถ่ายของลูกทํางานเป็นปกติ และหลังจากถ่ายเอาสิ่งตกค้างออกมาหมด สีอึของลูกก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ก่อนจะกลายเป็นสีเหลืองเมื่อเริ่มกินนมแม่

อึ...เด็กดูดนมแม่
     แตกต่างจากอึทั่วๆ ไป เนื่องจากนมแม่มีน้ำตาลโอลิโก-แซคคาไรด์ ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย และยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดดีในลําไส้ (bifidobacterium) คอยป้องกันอาการท้องร่วงจากการติดเชื้อ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ
     ดังนั้น  อึของเด็กที่กินนมแม่จะมีลักษณะนิ่มเหลว สีเหลืองทองและมีกลิ่นเปรี้ยว (ไม่มากนัก) ช่วงสัปดาห์แรกๆ ถ้าลูกอึบ่อย อึทุกครั้งหลังกินนม ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ร่างกายลูกก็จะเริ่มปรับตารางการขับถ่ายของตัวเองได้ จนกระทั่งถ่ายในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวัน
  

อึ...เด็กกินนมผสม
     อึจะมีลักษณะเป็นสีเขียมขี้ม้า มีลักษณะเป็นรูปร่างเป็นก้อน มากกว่าอึของเด็กที่กินนมแม่ เพราะเกิดจากการเติมธาตุเหล็ก ลงในนมผสม ลักษณะอึไม่เหมือนอย่างนมแม่ ลูกน้อยที่กินนมผสม อาจถ่ายเพียงวันละครั้ง หรือวันเว้นวันก็เป็นได้ คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจ ให้ถือเป็นปกติ หากอึไม่แข็งเป็นเม็ดเหมือนลูกกระสุน


อึแบบไหนไม่ปกติ

อึเหลว เป็นน้ำ
     หากลูกถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยๆ ภายใน 1 วัน บ่งบอกว่าลูกมีอาการท้องร่วง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ โดยด่วน
     ส่วนใหญ่เด็กที่กินนมแม่มีความเสี่ยงต่อการท้องร่วงน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม เพราะนมแม่มีแบคทีเรียที่ช่วยป้องกันโรคท้องร่วงได้

อึแข็ง เป็นเม็ดเล็กๆ
     เป็นอาการท้องผูกค่ะ คืออึน้อยกว่า 2-3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ แม้แต่ถ่ายทุกวันแต่ถ้าอึแข็งเป็นก้อน หรือเวลาถ่ายมักเบ่งจนหน้าแดง ร้องไห้งอแง ก็เพราะลูกอึดอัด จากการถ่ายที่ค่อนข้างลําบาก
     ถ้าลูกท้องผูกแบบเรื้อรัง คือถ่ายแบบกะปริดกะปรอย ถ่ายไม่หมดในแต่ละครั้ง บางครั้งรู้สึกอึดอัดในท้องและปวดท้อง ควรรีบพบคุณหมอ เพราะถ้าทิ้งไว้นานมีแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกอึเป็นสี
     •  หากเป็นสีเขียว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการกินนมผสม ซึ่งมีธาตุเหล็กผสมอยู่นั่นเอง คงไม่ต้องกังวลอะไรนัก แต่เมื่อถึงเวลาให้อาหารเสริมแล้ว คุณควรได้เพิ่มอาหารประเภทที่มีเส้นใย เพื่อช่วยให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
     •  อึเป็นสีขาวซีด อาจเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน แต่ก็ต้องดูว่ามีอาการตัวและตาเหลืองร่วมด้วยหรือไม่

อึมีมูกเลือดปน
      หากพบว่า อึลูกมีมูกเลือดปนออกมาด้วยนั้น อาจเกิดจากการฉีกขาดบริเวณโดยรอบของรูทวาร อาการแบบนี้ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ หรือเกิดจากการแพ้โปรตีนในนมวัว มีเลือดออกจากลําไส้ หากเห็นว่าอึของลูกมีลักษณะนี้ อย่านิ่ง นอนใจรีบพบคุณหมอดีกว่าค่ะ

อึเป็นสีเลือด
 ต้องดูว่า ลูกของคุณหม่ำอะไรบ้าง เพราะหากลูกกินแครอท อึก็อาจมีสีแดงปนออกได้ แต่หากลูกมีอาการปวดท้อง รุนแรง ในลักษณะที่ลูกบิดตัวไปมา มีอาการอาเจียนมาก
จนกระทั่งอาเจียนเป็นน้ำดีสีเหลืองออกมา แบบนี้อันตราย ต้องรีบพาไปพบคุณหมอด่วน เพราะเป็นอาการของลําไส้กลืนกันค่ะ
 
Mother&Care / Vol.4 No.41 May 2008

โรคปอดบวม

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




โรคปอดบวม คืออาการอักเสบ ที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อปอด หลอดลม ถุงลมต่างๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ที่สําคัญ ข้อมูลการสํารวจขององค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ปี 2549 พบว่า โรคปอดบวม เป็นโรคที่ทําให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีเสียชีวิตในปีหนึ่งๆ มีจํานวนมากกว่า 2,000,000 คน/ปี Baby Health ฉบับนี้ มีข้อมูลเรื่องสุขภาพของลูกน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก รู้ทัน และป้องกันการเจ็บป่วยมาบอกค่ะ

รู้จักอาการ
     อาการเบื้องต้นมักเริ่มจากการมีน้ำมูกหรือมีไข้ ตัวร้อน คล้ายการเป็นไข้หวัดในเด็กเล็กทั่วไป แต่มีข้อสังเกตที่ต้องระวังกับอาการผิดปกติต่อไปนี้
• ไข้สูง ไอ หายใจเหนื่อย
•  ไอมาก ลักษณะไอแห้งๆ หรือไอแบบมีเสมหะ
•  ได้ยินเสียงหายใจครืดคราด เนื่องจากมีเสมหะมากและเหนียว
•  ลูกหายใจเร็วกว่าปกติ (เด็กปกติจะมีอัตราการหายใจประมาณ 20-40 ครั้งต่อนาที)
•  มีอาการหอบเหนื่อย เวลาหายใจจมูกจะบาน ช่วงหน้าอกและท้องจะบุ๋ม
•  กินอาหารไม่เป็นปกติ มีอาการซึม
   หากพบว่า ลูกน้อยมีอาการผิดปกติดังกล่าว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพาลูกไปหาคุณหมอโดยเร็ว เพื่อเข้ารับการรักษาให้ทันท่วงที

ความรุนแรงของโรคปอดบวม
      เกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นเชื้อที่ร่างกายสามารถกําจัดออกได้ แต่หากเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดที่รุนแรง อาจทําให้ระบบหายใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นชื่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุใหญ่ ทําให้เกิดโรคปอดบวมและโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ทําให้เกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หากลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด เยื่อหุ้มสมอง ก็ทําให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ทําให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นกลุ่มโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงหรือที่เรียกว่าไอพีดี

การวินิจฉัยโรค
     ในเบื้องต้น จําเป็นต้องอาศัยประวัติ ข้อมูลอาการต่างๆ ของลูกน้อยจากคุณพ่อคุณแม่ ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรค ในรายที่เป็นไม่มาก การใช้เครื่องมือฟังปอดอาจจะยังไม่ชัดเจน ต้องใช้วิธีเอกซเรย์ปอดช่วยวินิจฉัยด้วย ทั้งนี้ จะทําเฉพาะในรายที่คุณหมอเห็นสมควร และจําเป็นเท่านั้นค่ะ

การรักษา
•  อาการไม่มาก สังเกตเสียงผิดปกติของปอดได้ ก็อาจใช้แค่ให้ยากินอย่างเดียว ไม่ต้องฉีดยา คุณหมออาจจะนัดฟังปอดอีกครั้ง
•  หากสามารถเล่นและกินอาหารได้ดี แต่หายใจเร็วเล็กน้อย อาจฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อและรอดูอาการ และนัดฟังปอด เมื่ออาการดีขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นยากินแทน
•  กรณีที่มีอาการเป็นมาก ไข้ไม่ลด ซึมลง จําเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะต้องให้ออกซิเจนและความชื้น ให้น้ำอย่างเพียงพอ และให้ยาทางหลอดเลือด ดํา และอาจต้องเคาะปอดและดูดเอาเสมหะออก

การดูแลและป้องกันโรคปอดบวม
     สิ่งสําคัญ ในการดูแลลูกน้อยที่ป่วยเป็นโรคปอดบวม คือการปฏิบัติตามคําสั่งของคุณหมออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้ โรคปอดบวมสามารถป้องกันได้ในเบื้องต้นโดย
•  สร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ โดยให้ลูกกินนมแม่
•  เมื่อไม่สบายเป็นไข้ ควรเช็ดตัว และให้ลูกดื่มน้ำให้มาก และให้ยาตามอาการ
•  ดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาด ความอบอุ่น
•  หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ช้อน แก้วน้ำ ของเล่น
•  การรับวัคซีนป้องกันโรค เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ทั้งนี้ควรปรึกษาหรือขอคําแนะนําจากคุณหมอก่อน

 Mother&Care  VOL.4  NO.42  June  2008

เชื้อรา จากผื่นผ้าอ้อม

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




เชื้อรา
จากผื่นผ้าอ้อม

ผิวหนังของลูกแรกเกิด ยังเจริญเติบโตไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ ต่อมเหงื่อก็ยังทำงานไม่เต็มที่ ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะผดผื่น จากการสวมใส่ผ้าอ้อม ข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลสุขภาพผิวลูกน้อยอย่างถูกวิธีค่ะ

เชื้อรา มาจากไหน
เชื้อรา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเป็นผื่นผ้าอ้อม มาจาก 2 ปัจจัย คือ ความอับชื้นบวกกับปัสสาวะ-อุจจาระเป็นตัวกระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ผิวหนังของลูกเกิดการอักเสบ เป็นแผลถลอกมีลักษณะเป็นจุดๆ สีแดงสดตามขาหนีบ รอยพับ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ลูกมักร้องไห้งอแงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม เพราะลูกรู้สึกปวด แสบ ผิวหนังบริเวณนั้นๆ เมื่อมีการสัมผัส

ดังนั้น หากคุณแม่ดูแลความสะอาดเป็นสำคัญ อาการผื่นผ้าอ้อมมักจะหายได้เอง แต่ถ้าปล่อยให้ผิวลูกสัมผัสอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน หมักหมมจนเกิดการอับชื้น ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเติบโต เกิดการติดเชื้อง่ายมากขึ้น
    

ป้องกันเชื้อราอย่างไร
ความไม่สะอาด ความเปียกชื้น เป็นปัจจัยทำให้  เกิดปัญหาเชื้อรา ฉะนั้น การป้องกันอยู่ที่การดูแลของคุณพ่อคุณแม่ด้วยวิธีการต่อไปนี้
+ ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก
+ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยๆ ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณก้น และขาหนีบ
+ ล้างบริเวณก้น ขาหนีบให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า และซับเบาๆ ให้แห้งไม่ให้เปียกชื้น
+ ผ้าอ้อมหรือของใช้ที่ผิวลูกสัมผัส คุณแม่ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาด ไม่มีสารเคมีหรือสิ่งสกปรกตกค้าง
+ การใส่ผ้าอ้อมแบบผ้าฝ้ายก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการอับชื้นให้ลูกได้ เพราะระบายอากาศได้ดี

การรักษาเชื้อรา
เพื่อรักษาอาการที่ถูกวิธี ควรอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนเรื่องเชื้อรา จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อระงับการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้น หากอาการผื่น ผ้าอ้อมของลูกไม่ดีขึ้น เป็นนานหลายวัน ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอ ไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

..............................................................

Mother&Care  Vol.5  No.55  July  2009

ไข้ออกผื่น ในเด็ก

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




ไข้ออกผื่น ในเด็กเบบี๋

ไข้ออกผื่นหรือส่าไข้ เป็นชื่อเรียกที่คุณแม่อาจได้ยินได้ฟังมาบ้าง ที่จริงแล้ว คือกลุ่มอาการของโรคอย่างหนึ่ง เปรียบได้กับโรคหวัด ที่มีตั้งแต่หวัดลงคอ หวัดขึ้นหู หวัดไปตา หวัดลงหลอดลมหรือลงกระเพาะ ก็เป็นอาการของโรค เช่นเดียวกัน

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้จัก เข้าใจ กับไข้ออกผื่นที่พบได้ในเด็กเล็กอายุ ตั้งแต่ 6 เดือน-3 ปี เรามาฟังข้อมูล  ที่ถูกต้องต่อไปนี้จาก พญ. ขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง ค่ะ

ความจริงเรื่องไข้ออกผื่น
เด็กเล็กที่เป็นไข้ออกผื่น สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งในเด็กที่ภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรงพอ (จึงมีโอกาสได้รับเชื้อได้ง่าย) อีกทั้งการติดต่อเกิดจากการสัมผัส ทางน้ำลายและละอองจากลมหายใจ  เช่น ของเล่น ของใช้ ที่ลูกหยิบ จับ สัมผัสเข้าปาก

  
โดยเฉพาะอาการที่เกิด คือมีไข้นำมาก่อนประมาณ 3 – 4 วัน แล้วจึงมี   ผื่นขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า ไข้ออกผื่น ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส บางส่วนก็เกิดจากแบคทีเรียที่กระจาย อยู่ตามอากาศ โดยเฉพาะกลุ่ม herpes เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดกุหลาบ ไวรัสบางชนิดก็ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก (hand foot mouth disease) เป็นต้น


      
อาการที่เรียกว่าไข้ออกผื่น
ขึ้นต้นว่า ไข้ เหมือนไข้หวัด แต่อาการไข้ออกผื่นต่างจาก ไข้หวัด สันนิษฐานคร่าวๆ จากอาการต่อไปนี้
+ ลูกอาจกินน้อยลง งอแง แต่มักไม่มีอาการของหวัด เป็นอยู่ประมาณ
3 – 5 วัน
+ เมื่อไข้ลดลงจะมีผื่นปรากฏให้เห็น และอาจมีอาการถ่ายเหลวร่วมด้วย
+ ผื่นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูออกแดงเหมือนเม็ดทรายกระจายอยู่ทั่วตัว (บางคนจึงเรียกว่า หัดกุหลาบ)
+ ไม่มีอาการอื่นร่วมเหมือนไข้หวัด เช่น จาม น้ำมูกไหล ไอ คัดจมูก หายใจไม่ออก
+ หากใช้มือคลำที่ใบหู มักพบว่า มีต่อมน้ำเหลืองหลังใบหูโต


การป้องกันและดูแลที่ถูกวิธี
กลุ่มอาการไข้ออกผื่นบางชนิด เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน จะมีวัคซีนป้องกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันได้ แต่บางชนิดยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ฉะนั้น จึงควรดูแลและป้องกันอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีต่อไปนี้
+ เมื่อลูกมีไข้ ควรเช็ดตัวบ่อย ๆ และให้ยาลดไข้ตามอาการทุก 4 – 6 ชั่วโมง
+ ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ หรืออาหารอ่อน เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเท ไม่สะดวก
+ ให้ลูกกินอาหารครบ 5 หมู่ ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผักและผลไม้ เพื่อสุขภาพและสร้างภูมิต้านทานให้ลูก

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยในเด็กเล็กๆ คือการดูแลเรื่องไข้ อย่าให้ลูกขาดน้ำ เพราะถ้าลูกขาดน้ำ ขาดพลังงาน อาการจะหายช้า และเมื่อเพลียมากอาจเกิดอาการชักได้ อาการไข้ออกผื่น อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่อาการรุนแรง โรคนี้สามารถหายไปได้เอง เพราะร่างกายของลูกจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง จะสังเกตได้ว่า เมื่อไข้ลดลง จะมีผื่นขึ้นอยู่ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นอาการจะหายไปได้เองภายในระยะเวลา 5-7 วัน (แสดงให้รู้ว่า ใกล้หาย) ขอเน้นว่า การดูแลรักษาประคับประคองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไข้ออกผื่นมักจะเริ่มระบาด ในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว เพราะอากาศเริ่มแห้ง เชื้อไวรัสจึงสามารถกระจายอยู่ในอากาศได้ง่าย แต่ 3-4 ปีที่ผ่านมา พบว่า เชื้อโรคสามารถกระจายได้ทั้งปี

.........................................................................................

Mother&Care  Vol.5  No.53  May  2009

ไวรัสลงกระเพาะ

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง




รู้จักอาการ
ไวรัสลงกระเพาะ หรือยัง?


มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นเชื้อโรคได้ด้วยตาเปล่า รู้อีกทีลูกน้อยก็เจ็บป่วย มีอาการแสดงออกให้เห็นแล้ว โดยเฉพาะการติดเชื้อไวรัส ที่เป็นกันได้ง่าย พบได้บ่อย อย่างไข้หวัดทั่วไป และหากลุกลามมากขึ้น ลูกน้อยก็อาจติดเชื้อไปถึงกระเพาะอาหาร

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเรื่องสุขภาพลูกน้อย เรามาดูข้อมูลเรื่องไวรัส ลงกระเพาะในเด็กวัยเบบี๋ค่ะ

รู้จักเชื้อไวรัส ต้นเหตุของโรค
เชื้อไวรัสตัวเจ้าปัญหาที่เป็นต้นเหตุของอาการไวรัสลงกระเพาะ ที่จริงมีอยู่หลายชนิด แต่ที่พบบ่อยกับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี คือเชื้อไวรัสโรตา เป็นเชื้อโรคที่สามารถอยู่ในสภาวะแวดล้อมทั่วไปได้นาน โดยอาจได้รับเชื้อจากสิ่งของรอบตัวที่มีเชื้อ เช่น ของเล่น  จาน ชาม บริเวณพื้นที่ไม่สะอาด อาหารที่กินเข้าไป หรือได้รับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง เชื้อมักระบาดในช่วงฤดูหนาว แต่อาจพบการติดเชื้อไวรัสโรตาได้ตลอดทั้งปี


     
ลักษณะอาการที่สังเกตได้
+ อาจมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือมีไข้ตัวร้อน น้ำมูก หรือไอ ร่วมด้วย
+ อาการเด่นชัดตามมา คืออาเจียน ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงมากขึ้น อาจมีอาการท้องอืดร่วมด้วย
+ ปฏิเสธอาหารและมีอาการถ่ายเหลวตามมา

อาการที่กล่าวมา คุณพ่อคุณแม่สามารถรักษาอาการด้วยการประคับประคองอาการไม่ให้เป็น มากกว่าเดิม เพราะอาการจะค่อยๆ หายไปได้เอง ด้วยการดูแลอย่างเหมาะสมของคุณพ่อคุณแม่

ความรุนแรงของเชื้อไวรัสโรตา
ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของเด็กแต่ละคน เช่น สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง อาการของโรคอาจจะรุนแรงกว่าเด็กปกติทั่วไปได้ เรื่องที่ต้องระวังคือ ภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน และถ่ายเหลว ซึ่งอาการที่สังเกตได้ คือไข้จะสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว งอแง ปากแห้ง ซึม  ปัสสาวะลดลง และอาจมีปลายมือปลายเท้าเย็น
 


การป้องกัน ดูแล ที่เหมาะสม

ป้องกัน
+ ดูแลสุขอนามัยเรื่องความสะอาดของพ่อแม่ พี่เลี้ยง และตัวเด็ก
+ ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำหรือปรุงอาหาร
+  รักษาสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม เช่น ของเล่น สิ่งของเครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ลูกสัมผัส
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่ชุมชนหนาแน่น หรือที่ที่มีการระบาดของโรค

ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนทางเลือกให้คุณพ่อคุณแม่โดยสามารถเริ่มให้วัคซีน (หยอด) ตั้งแต่อายุ 2 เดือนและ 4 เดือน โดยสามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ประจำตัวของลูกได้ค่ะ
    
ดูแล
+ เมื่อลูกมีไข้ ควรเช็ดตัวและให้ยาลดไข้
+ ถ้าอาเจียน อาจให้กินน้ำโออาร์เอส (ผงน้ำตาลเกลือแร่) เพื่อรักษาและป้องกันภาวะขาดน้ำ
+ สามารถดื่มนมและรับประทานอาหารย่อยง่ายได้

สิ่งสำคัญเมื่อลูกป่วยคือ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และเมื่อลูกมีอาการผิดปกติ เช่น ลูกไม่สามารถรับประทานอะไรได้ ปัสสาวะน้อยลง มีอาการซึมงอแง หรืออาเจียนบ่อยครั้ง คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาลูกมาพบคุณหมอทันทีค่ะ

ขอบคุณ: โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

Cold or Allergy? ลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง

ลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่ Cold or Allergy?


Cold or Allergy?
Sniffing out the difference
Cathie Kryczka
Sniff, sniff, sniff — it’s a familiar, though never welcome, sound. It’s the time of year when you wonder if your child’s runny nose is signalling yet another cold or a springtime allergy.
Actifed Cold & Allergy Relief Tablets, 24-Count Tablets (Pack of 3)The sniff diff
Colds and allergies often look the same for the first couple of days, says Liliane Gendreau-Reid, a Victoria paediatrician and allergist: Both start with sneezing and a runny nose. Then you may notice differences:
• A child with an allergy usually has itchy eyes, palate (upper part of mouth) or throat.
• An allergy produces a watery nasal discharge (with a cold, the mucus discharge may be yellow or green, and often it’s thicker).
• A child with an allergy won’t usually be sick. “You don’t get any fever when you have a runny nose from an allergy,” says Gary Smith, a community paediatrician and member of the Canadian Paediatric Society’s subcommittee on public education. “And when you get a cold, you feel ill all over; you have aches and pains and generally quite a sore throat.”
The age factor
Kids catch colds at all ages. Most kids develop a runny nose from allergies starting at six to eight years, says Gendreau-Reid (although it can happen at other ages).
Family history
If you have allergies, your child may too. One allergic parent gives a child up to a 25 percent risk of having allergies; with two parents it rises to more than 50 percent.
Timing and duration
A cold will stick around for a week to 10 days, then clear up. With an allergy, however, it depends on the trigger. If it’s a pet at a friend’s house, the runny nose will last a day or so; if it’s pollen, the timing will be specific (only in the spring) and the symptoms will be worse outdoors. (If your child’s cold lasts more than seven to 10 days, it could be a sinus infection — that’s like a cold that drags on with a sore throat or pain in the sinuses. Check with her doctor.)
What to do
• Figure out what’s causing the runny nose — if you can — and avoid it. (For help, check the Weather Network’s pollen forecast: theweathernetwork.com.)
• There’s no cure for allergies. The best you can do is treat the symptoms. Lots of kids are given cough and cold remedies for a runny nose, and that’s OK if the child is over six, says Smith. Many of these products contain antihistamines and decongestants, which give some symptom relief.
Allergy, Cough & Cold Aaron Nighttime Pe Original Syrup (pack Of 12) Pack of 12 pcs• Gendreau-Reid suggests trying an antihistamine (for children over two) because during the first couple of days, it will work for either a cold or allergy. If this doesn’t seem to help or if you need antihistamines more than three times a week, talk to your child’s doctor. Also check in if the runny nose is making your child uncomfortable — your physician may recommend another medication.
Originally published in Today's Parent, April 2010

ลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่
ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกมีอาการป่วยอยู่บ่อยๆ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดท้อง งอแงกวนบ่อยๆ ก็คิดว่าเป็นหวัดธรรมดา แต่บางทีอาจจะเป็นภูมิแพ้ได้ การที่จะแยกให้ชัดเจนว่าลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่นั้น ไม่ง่ายเพราะอาการทั้งสองโรคนี้ใกล้เคียงกันมาก ฉบับนี้เรามีวิธีแยกอาการทั้ง 2 มาฝากกัน เพื่อการรักษาอย่างถูกวิธีค่ะ

ความแตกต่างของหวัดกับภูมิแพ้
การติดเชื้อหวัด : ลูกน้อยจะมีอาการน้ำมูกข้น (อาจมี สีเหลือง หรือเขียวด้วย) และอาการมักจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
ภูมิแพ้ : อาการที่พบส่วนใหญ่ คือ คัดจมูกบ้าง จาม หรือมีน้ำมูกใสๆ อยู่เรื่อยๆ เด็กบางรายอาจจะมีอาการไอค่อนข้างมาก และอาจมีอาการหอบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาการหอบที่เกิดจากภูมิแพ้ในรายที่เป็นบ่อยๆ อาจจะกลายเป็นโรคหอบหืดในที่สุด

อาการภูมิแพ้ขึ้นอยู่ที่ภูมิต้านทานของเด็กแต่ละคน จะแพ้ไม่เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตได้จากสภาพสิ่งแวดล้อม รอบตัวลูก เช่น เมื่ออากาศเย็นลูกอาจจะมีอาการไอ จาม มีน้ำมูกใสๆ หรือเมื่อลูกอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ลูกอาจมีน้ำมูกไหล เป็นต้น

สังเกตอาการแพ้จากพฤติกรรมลูกน้อย
ในเด็กที่มีปัญหาภูมิแพ้ อาจทำให้เกิดอาการคัน แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก หรือบางครั้งอาจปวดท้อง ทำให้เด็กมีลักษณะเป็นเด็กที่งอแง หงุดหงิด กวนบ่อย เป็นที่เด็กเลี้ยงยาก

นอกจากยังมีภูมิแพ้ชนิดอื่นอีก เช่น แพ้ไร้ฝุ่น หรือแพ้ฝุ่นในห้องนั้น มักจะมีอาการเป็นไปเรื่อยๆ ตลอดปี หรือในรายที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ หรือเกสรหญ้า ก็จะมีอาการมากในช่วงดอกไม้หรือ หญ้างาม คือ ฤดูใบไม้ผลิ และหน้าฝน

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูกว่าแพ้สิ่งไหน เพื่อที่จะหาทางป้องกันได้ถูกวิธี เพราะภูมิแพ้ถ้าไม่มีสิ่งมากระตุ้นก็จะไม่เกิดอาการใดๆ ขึ้น

ป้องกันโรคภูมิแพ้
ถ้าครอบครัวของคุณมีปัญหาภูมิแพ้คุณควรจะดูแลตนเองในระหว่างการตั้งครรภ์ตั้งแต่แรก โดยการเลี่ยงสารก่อแพ้ต่างๆ ดังนี้
+ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้แพ้ได้ง่ายๆ เช่น ถั่วลิสง (รวมถึงเนยถั่วลิสง, คุกกี้ถั่ว, ไอศกรีมถั่ว) หรือ อาหารทะเลปริมาณมากๆ
+ พยายามให้นมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน (ในกรณีที่ลูกมีอาการภูมิแพ้ขณะที่กินนมแม่ คุณแม่ต้องสังเกตว่าตนเองกินอาหารอะไรบ้าง เช่น เด็กอาจแพ้นมวัวที่คุณแม่ดื่ม เป็นต้น)
+ ถ้าคุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ เนื่องจากมีน้ำนมไม่พอ หรือไม่สามารถทำได้จากสาเหตุต่างๆ ก็ควรพิจารณาใช้นมที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้เกิดการแพ้น้อย (Hypoallergenic) เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหา การแพ้ให้ลดน้อยลง
""Allerfed"" Cold and Allergy Tablet PE Formula+ ไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในบ้าน
+ ไม่ใช้พรมในห้องนอน (หรือทั้งบ้าน)
+ ใช้ที่นอนและเครื่องนอนที่ป้องกันไรฝุ่น
+ รักษาความสะอาดในบ้านให้สม่ำเสมอ พยายามให้มีฝุ่น เชื้อรา และสารก่อแพ้ให้น้อยที่สุด ไม่ควรมี สัตว์เลี้ยงในบ้าน (เช่น แมว, หนูแฮมสเตอร์, นกแก้ว, นกหงส์หยก) หรือปลูกต้นไม้ในห้องนอนเพราะจะเกิดเชื้อราในดินได้
Mother&Care VOL.5 NO.51 March 2009

Mar 21, 2010

How To Cook Pad Thai, Fried Noodles Thai Style

How to cook Thai Food correctly, Cooking Thai Food Hints, Thai Food Tips, Healthy Choices Recipes, Low-fat, low crab, healthier choices recipes using fresh ingredients by The Bennett's Cuisine.





Pad Thai, Fried Noodles Thai Style

There must be as many recipes for this dish as there are cooks. Adapt to what you have on hand. Most often eaten when going to the market as a quick snack, it is not really a dish Thais cook at home!




Ingredients

    Thai Kitchen Pad Thai Noodles, 9-Ounce Unit (Pack of 12)Ka-Me Noodle Box, Pad Thai, 11.6-Ounce Microwavable Cartons (Pack of 6)
  • 1/2 package (16oz) wide rice noodles
  • 2 1/2 tbsp. vegetable oil
  • 2 cloves garlic
  • 1/4 lb. pork, cut into 1" by 1/4" pieces
  • 3 tbsp. dried shrimps, small size
  • 2 tbsp. salted radish, chopped (optional)
  • 2 tbsp. fish sauce
  • 1 tbsp. thin soy sauce
  • 2 1/2 tbsp. coconut palm sugar
  • 1 tbsp. lime juice
  • 1 cup bean sprouts
  • 1/4 cup unsalted roasted peanuts, crush in a mortar & pestle or chop with a chef's knife
  • Cilantro to garnish

Preparation



  1. Boil 3 cups of water. Pour over noodles in a large bowl and soak for 20 minutes until softened. Drain.
  2. Heat oil in wok, until hot but not smoking. Add smashed garlic. Add pork. Fry until meat is no longer pink.
  3. Add noodles, dried shrimps, fish sauce, sugar, lime juice and bean sprouts. Stir fry for another 3 to 4 minutes until mixed up and heated through.
  4. Add salted radish, if using (rinse if very salty). Stir fry another minute. Toss in the peanuts, tossing to mix.
  5. Remove to a platter or individual plates to serve. Garnish with cilantro.

Serves 2.
A Taste of Thai Pad Thai Sauce, 26-Ounce Tubs (Pack of 3)Annie Chun's Pad Thai Rice Noodles And Sauce, 8.1-Ounce Boxes (Pack of 6)Thai Kitchen Noodle Cart, Pad Thai, 2.25-Ounces (Pack of 12)

Mar 20, 2010

Rice with Chicken in Brown Sauce ข้าวหน้าไก่

Thai Food Healthy Choices Recipes, Low-fat, low crab, healthier choices recipes using fresh ingredients by The Bennett's Cuisine.



How to cook Rice with Chicken in Brown Sauce ข้าวหน้าไก่

Thai Recipe Ingredients

  • 800 grams chicken, cut into well pieces
  • 3 chicken bones
  • 3/4 cup minced garlic
  • 5 coriander roots
  • 4 tablespoons sesame oil
  • 4 tablespoons sugar
  • 1 tablespoon salt
  • 4 tablespoons soy sauce
  • 8 tablespoons seasoning sauce
  • 2 tablespoons chinese cooking wine
  • 3 tablespoons ground pepper
  • 1/2 cup corn starch (dissolved in water)
  • steamed vegetables (carrot, baby corn, etc.)
  • chopped chili pepper in vinegar
  • coriander leaves (for garnishing)
  • cooking oil

 Thai Food Preparations


1. In a big bowl, mix together sugar (2 tbsps), ground pepper (2 tbsps), minced garlic (1/4 cup), seasoning sauce (4 tbsps), soy sauce (4 tbsps) and sesame oil (4 tbsps). Let marinate for at least 30 minutes.


2. Prepare the soup : Heat water in a pot. Add chicken bones, coriander roots, ground pepper (1 tbsp) and salt. Simmer with low heat for 1 hour.


3. Heat oil in a wok over medium heat. Add garlic (1/2 cup) and stir fry until golden and aromatic. Add marinated chicken and stir until nearly cooked.


4. Season with sugar (2 tbsps), seasoning sauce (4 tbsps), and chinese cooking wine. Stir until all ingredients mixed well. Add the prepare soup and stir for a few minutes. Then transfer to the big pot.


5. Heat the mixture in the pot over low heat. Wait until boiling, then add corn starch (already dissolved in water). Keep stirring until the corn starch dissolved well in the soup and the sacue is thick.


6. Pour the mixture over the steamed rice. Or serve separately in a bowl. Before serving, sprinkle with coriander leaves. Serve with prepared steamed vegetables and chopped chili pepper in vinegar.

Noodle in Fish Curry Sauce ขนมจีนน้ำยา

Thai Food Healthy Choices Recipes, Low-fat, low crab, healthier choices recipes using fresh ingredients by The Bennett's Cuisine.


Noodle in Fish Curry Sauce ขนมจีนน้ำยา







Thai Recipe Ingredients;


  • 1 cup cooked fish fillet
  • 150 grams fish balls
  • 2 tablespoons dried chili (soak in water, remove and drain)
  • 5 - 8 dried red chili peppers (soak in water, remove and drain)
  • 1 teaspoon salt
  • 2 teaspoons finely sliced galangal
  • 1/2 tablespoon finely sliced lemon grass
  • 1/2 tablespoon garlic, coarsely chopped
  • 1/2 tablespoon tumeric, finely sliced
  • 1/2 tablespoon finger root
  • 3 tablespoons shrimp paste
  • 2 red shallots
  • 1/2 cup undiluted coconut milk
  • 2 cups diluted coconut milk
  • 2 garcinias (som-kak)
  • 1/4 cup fish sauce
  • 2 tablespoons sugar
  • 800 grams noodle
  • boiled egg and fresh vegetables (string bean, bean sprout, mint leaves, cucumber, etc.)


Thai Food Preparations;


1. Grind dried chili, dried red chili pepper, salt, lemongrass, galangal, red shallot, garlic, finger root and tumeric in a mortar and pound until mixed thoroughly (or using food processor). Then add cooked fish fillet and shrimp paste. Grind again until mixed well.

2. Heat diluted coconut milk in a pot over medium heat. Add prepared mixture (1st step) and stir until dissolved. Add fish balls and season with fish sauce, sugar and garcinia.

3. Turn down to low heat. Add undiluted coconut milk and simmer for 15 minutes. Wait until boiling again, remove from heat and transfer to a serving bowl.

4. Arrange noodle with prepared vegetables. Serve immediately with prepared hot soup and boiled egg.

Stir Fried Chinese Kale with Oyster Sauce ผัดคะน้าน้ำมันหอย

Thai Food Healthy Choices Recipes, Low-fat, low crab, healthier choices recipes using fresh ingredients by The Bennett's Cuisine.



Stir Fried Chinese Kale with Oyster Sauce 
ผัดคะน้าน้ำมันหอย

Thai Recipe Ingredients;

  • 400 grams Chinese kale, cleaned and cut into well pieces
  • 2 tablespoons garlic, coarsely chopped
  • 1 teaspoon ground pepper
  • 5 tablespoons oyster sauce
  • 2 tablespoons soy sauce
  • 1/4 teaspoon sugar
  • 1/2 cup soup (or water)
  • cooking oil

Thai Food Preparations;
1. Heat oil in a wok over medium heat. Add garlic and chinese kale. Stir until aromatic and the vegetable is soft.
2. Season with oyster sauce, soy sauce, and sugar. Add soup (or water) and turn up to high heat. Stir quickly until all ingredients mixed well. Remove from heat.
3. Transfer to a serving plate. Sprinkle with ground pepper. Serve immediately with hot steamed rice.