Check out these new conversations from my community

I'm PREGNANT!! I'm PREGNANT!! I'm so happy. I'm PREGNANT!! read more... I Could Use Some Blog Love!! I moved to self-hosted WP.   Won't you please come and check it out?  Leave some comments?  Feedback?   Thanks! http://makingourlifematter.com read more... Powered by BlogFrog

Feb 26, 2010

ความสำคัญของอาหารหลักครบห้าหมู่

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์,อาการตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์ ,อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง อาการเริ่มตั้งครรภ์ ,ชุดคลุมท้อง
ความสำคัญของอาหารหลักครบห้าหมู่

เด็กต้องการอาหารที่หลากหลาย 



เมื่อลูกโตขึ้น ความต้องการสารอาหารจะเริ่มเปลี่ยนไป คุณแม่จึงต้องเปลี่ยนชนิดอาหารให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อรองรับการเติบโตของลูกน้อยอย่างมีสุขภาพดี และเนื่องจากกระเพาะของเด็กนั้นเล็กมาก เพราะฉะนั้น อาหารคำเล็กๆ ทุกคำที่ลูกกินควรจะเต็มไปด้วยพลังงานและคุณค่าทางโภชนาการ  อาหารห้าหมู่สำหรับเด็กจะแตกต่างจากของผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก โดยอาหารสำหรับผู้ใหญ่ควรจะมีไขมันต่ำและใยอาหารสูง แต่สำหรับเด็ก อาหารที่เหมาะสมคือ อาหารที่มีไขมันสูงโดยเป็นไขมันที่มีประโยชน์ชนิดไม่อิ่มตัว และมีใยอาหารต่ำ แม้ว่าใยอาหารจะเป็นสิ่งที่ดี แต่จะทำให้อิ่มท้องก่อนที่จะได้สารอาหารครบถ้วน และการกินมากเกินไปอาจทำให้ลูกไม่ยอมกินอาหารชนิดอื่นซึ่งให้พลังงานและสารอาหารซึ่งจำเป็นต่อเด็กในวัยนี้ 
  
อาหารที่หลากหลายคือหัวใจสำคัญ


เช่นเดียวกันกับผู้ใหญ่ การได้ทานอาหารที่หลากหลายสำหรับเด็กถือเป็นรสชาติของชีวิต ดังนั้น อาหารมื้อหลักของลูกควรจะมีทั้งอาหารชนิดคาวและหวาน ที่สำคัญคือลูกควรได้กินอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อเป็ด ไก่ ปลา ผักและผลไม้ต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช ข้าว พาสต้า และมันฝรั่ง  อาหารแต่ละชนิด แม้ว่าจะอยู่ในหมู่เดียวกัน แต่ก็จะมีสารอาหารที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การให้ลูกกินอาหารที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ เติบโตอย่างมีสุขภาพดีและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  ช่ วงเวลาที่สำคัญเป็นพิเศษคือช่วงขวบปีแรก เพราะเป็นช่วงที่ลูกเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอาหารประเภทไหนซึ่งความชอบนี้จะติดตัวไปตั้งแต่ลูกอายุ 2 ขวบจนถึงประมาณ 8 ขวบ 
  
กลุ่มอาหารชนิดต่างๆ และคุณค่าทางโภชนาการ


อาหารชนิดใดจัดอยู่ในกลุ่มอาหารใดบ้าง และคุณแม่ควรให้ลูกกินบ่อยเพียงใด คำแนะนำด้านล่างนี้จะช่วยตอบคำถามของคุณได้



คาร์โบไฮเดรตประเภทแป้ง

–ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าว ขนมปัง ธัญพืช รวมถึงพาสต้า และมันฝรั่ง ช่วยเพิ่มให้ลูกมีพลังงานที่จำเป็นต่อการเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการ คุณแม่ควรให้ลูกได้กินอาหารในกลุ่มนี้อย่างน้อยหนึ่งส่วนในแต่ละมื้อและบางครั้งอาจให้กินเป็นอาหารว่าง

ผักและผลไม้

–ประกอบด้วยผักและผลไม้สด แบบแช่แข็ง แบบบรรจุกระป๋อง และแบบแห้ง คุณแม่ควรให้ลูกกินผักและผลไม้หลากสีอย่างน้อย 5 ส่วนทุกวัน เพราะผักและผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญครบทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

– ประกอบด้วยนม ชีส และโยเกิร์ต ที่เต็มไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และวิตามินตลอดจนแร่ธาตุบางชนิด ลูกต้องได้รับอาหารกลุ่มนี้อย่างน้อย 3 ส่วนต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเครื่องดื่มหรืออาหาร

โปรตีน

–ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลไม้เปลือกแข็ง และถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดงหลวง ควรให้อาหารเหล่านี้วันละ 1-2 ครั้งสำหรับคนที่กินเนื้อสัตว์ หรือ  2-3 ครั้งสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ อาหารกลุ่มนี้เป็นแหล่งโปรตีน เหล็ก และไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์

ไขมันและน้ำมัน

–ควรให้เป็นอาหารเสริม ไม่ควรให้กินแทนอาหารในกลุ่มอื่นๆ ประกอบด้วยน้ำมัน เช่น มะกอก วอลนัท และถั่วเหลือง รวมทั้งเนยและมาการีน มีพลังงาน ไขมันโอเมก้า 3 และ 6 รวมทั้งวิตามินเอ อี และดี แต่หากกินมากเกินไปจะทำให้อ้วน จึงควรให้ลูกกินอย่างเหมาะสม 
  
ระวังอาหารรสเค็ม

คุณแม่ควรระวังปริมาณเกลือในอาหารของลูก ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการใส่เกลือ เพื่อไม่ให้ไตของลูกที่ยังทำงานไม่เต็มที่ ต้องทำงานหนักเกินไป โดยในแต่ละวันลูกควรได้รับเกลือไม่เกิน 1/6 ของปริมาณสูงสุดสำหรับผู้ใหญ่หรือน้อยกว่า 1 กรัมต่อวัน 
  
นมยังคงสำคัญสำหรับลูก


แม้ว่าเราจะให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กแล้ว แต่นมยังคงเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับเด็ก เพราะนอกจากจะสะดวกสำหรับคุณแม่ ลูกยังได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน โดยเฉพาะในช่วงแรกของการให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก จึงควรให้ลูกกินนมควบคู่ไปก่อน เพราะจริงๆ แล้วอาหารแข็งจำนวนเล็กน้อยที่ลูกกิน อาจไม่ได้มีสารอาหารทุกอย่างที่จำเป็น แต่นมเป็นแหล่งรวมของวิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และสารอาหาร การได้กินทั้งนมและอาหารอย่างละครึ่งจะทำให้ลูกพอใจและมีความสุขมากขึ้น





อาหาร หลัก 5 หมู่

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์,อาการตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์ ,อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง อาการเริ่มตั้งครรภ์ ,ชุดคลุมท้อง


อาหารหลัก 5 หมู่ประกอบด้วย:

คาร์โบไฮเดรต หรือ อาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง ธัญพืช และมันฝรั่ง คุณสามารถให้ลูกกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตทุกมื้อหรือบางมื้อก็ได้

ผักและผลไม้ เช่น ส้ม แครอท มะเขือเทศ ควรให้ลูกกินผักและผลไม้หลากสีเพราะมีสารอาหารต่างชนิด และควรเน้นให้ลูกกินผักและผลไม้  เด็กอาจไม่ชอบทาน ดังนั้นเราต้องรู้และค้นหาว่าผักหรือผลไม้ใดที่ลูกชอบและยอมทาน น้องเลอบัวจะชอบทานแอปเปิล และ แครอท ดังนั้นจะมีติดตู้เย็นไว้ตลอดค่ะ

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม นม ชีส และโยเกิร์ต ควรให้เด็กวัยหัดเดินกินนมทุกวัน หรือทานอาหารชนิดอื่นที่ทำจากนม ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมควบคู่ไปด้วยนะคะ

โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ และถั่วชนิดต่างๆอาหารในกลุ่มนี้มีธาตุเหล็กและไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจำเป็นต่อร่างกาย  ดื่มเครื่องดื่มที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก

ไขมันและน้ำตาล  เช่น น้ำมัน เนย ขนมเค้ก และบิสกิต น้ำมันบางชนิดมีไขมันโอเมก้า 3 และ 6
 ควรให้ลูกกินอาหารกลุ่มนี้ด้วย แต่ไม่ควรให้ทานมากไป เดี๋ยวจะไม่ยอมทานอย่างอื่น เพราะเด็ดๆจะชอบอาหารประเภทนี้มาก

อาหารที่ลูกต้องหลีกเลี่ยง
มีอาหารสำหรับลูกน้อยบางชนิดที่คุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และอาหารบางอย่างต้องหลีกเลี่ยงและงดอย่างเด็ดขาดจึงจะดีที่สุด
ควรหลีกเลี่ยงการใส่เกลือหรือใส่ให้น้อยที่สุดถ้าจำเป็น และให้ใส่สมุนไพรและเครื่องเทศแทนหากต้องการปรุงรส คุณแม่อย่าลืมตรวจสอบปริมาณเกลือที่ใช้ในอาหารสำเร็จรูปด้วย

ควรหลีกเลี่ยงสารเติมแต่งและสารให้ความหวาน เช่น ที่พบในเครื่องดื่มและลูกอม

ไข่และอาหารทะเลชนิดมีเปลือกมีผลต่อกระเพาะอันบอบบาง และอาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้หากปรุงไม่เหมาะสม ดังนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่าผลไม้เปลือกแข็งและถั่ว จะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่เด็กบางคนก็แพ้อาหารชนิดนี้และมีปฏิกิริยารุนแรง สำหรับเด็กที่ไม่มีอาการแพ้ แต่ก็อาจสำลักได้ ทางที่ดีที่สุดจึงควรเก็บให้พ้นมือเด็กดีกว่า

Feb 25, 2010

จะทำยังงัยเมื่อลูกไม่ยอมทานอาหาร

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,แม่และเด็ก,ครอบครัว,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็ก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์,อาการตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์ ,อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง อาการเริ่มตั้งครรภ์ ,ชุดคลุมท้อง


ตอนนี้ลูกสาวเริ่มโตและชอบใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นของเล่น และดูการ์ตูน ไม่ยอมทานอาหาร หลายครั้งที่รู้สึกกังวลใจและไม่รู้จะทำยังงัย แต่สุดท้ายก็หาวิธีที่จะทำให้ลูกสาวชอบทานข้าวได้แล้ว เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้ลูกทานอาหาร และทานอาหารครบ 5 หมู่ คือ



  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการปรุงอาหาร  

ไม่ต้องแปล็กใจนะคะว่าเขาจะมีส่วนรวมในการปรุงอาหารกับเราได้ยังงัย ให้ลูกช่วยเราในสิ่งง่ายๆ เช่นล้างผัก หยิบจับของ หรืออยู่ใกล้เรา และพูดคุยกับเรา และ ที่สำคัญเราสามารถสอนให้เขารู้ถึงคุณค่าของสารอาหาร ได้ด้วยค่ะ อย่างลูกสาว น้องเลอบัว อายุ สามขวบค่ะ เขาชอบพูด ชอบถาม ดังนี้เวลาเราทำกับข้าวเขาจะถามตลอด มะเขือเทศสีอะไรคะมัมมี แล้วทำไม ถั่วฝักยาวสีเขียว ดูซิคะ คำถามอินโนเซนต์ ไหม นี่หล่ะคะโอกาสที่จะสอนเขาให้รู้ถึงคุณค่าสารอาหารและประโยชน์ของการทานอาหาร

  • ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ 
ลูกสาว น้องเลอบัว ชอบดูการ์ตูน ก้านกล้วยมาก เราก็ใช้ก้านกล้วยให้เป็นประโยชน์ ทั้ง วีดีโอ และ หนังสือก้านกล้วย เขามีเกี่ยวกับการทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ผลดีของการทานอาหาร และผลเสียของการไม่ทานอาหาร เท่านี้ก็ช่วยลดปัญหาลงได้
  • เป็นตัวอย่างแก่ลูก
เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกเรา ลูกจะจำและทำตามพฤติกรรมของพ่อแม่ หากพ่อแม่ไม่ชอบทานฝัก ทุกครั้งมีฝักเหลือในจานอาหาร ลูกก็จะเริ่มทำตามและเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทานอาหารนั้นๆ



หวังว่าจะเอาเคล็ดลับนี้ไปใช้ได้ผลนะคะ

Feb 24, 2010

Thai Cooking Recipe: How to make Chicken Green Curry

Thai Cooking Recipe: How to make Chicken Green Curry.


Thai Recipe Ingredients
  • 1/4 cup green curry paste
  • 350 grams chicken breast or thigh, cut in bite-size pieces
  • 1 1/4 cups coconut milk
  • 1/4 cup Thai basil leaves
  • 2 eggplants cut into small pieces.
  • 1/2 cup chicken stock
  • 2 teaspoons palm sugar
  • 3 tablespoons fish sauce
  • 2 red chilies, sliced diagonally
  • 4 kaffir lime leaves 450 grams chicken thighs, cut into bite-size pieces





Thai Food Preparations


1. Bring ½ cup of coconut milk (use the thick cream off the top) to a boil in a pan.


Cook over medium heat, stirring often for 3 to 5 minutes.


Add green curry paste; continue to cook and stir until the mixture becomes dry and fragrant. Transfer mixture to a larger pot.


2. Add the chicken and stir for 1-2 minutes, add fish sauce, sugar, keep stirring for another minute then add cut eggplant, the remaining coconut milk and chicken stock.


Cook over medium heat until the chicken is cooked and eggplant is tender.


3. Add kaffir lime leaves and Thai basil. Bring to a boil. Remove from heat and adjust the seasoning and transfer to a serving bowl.

Feb 22, 2010

ผัดมะระ หมูสับ Thai Food: Fried Pork with Bitter melon.

Cooking Thai Food it not difficult and I can say it very easy and simple , everyone can cook as I have told often, cook what you love to eat and put what you like to eat not put what menu said! (but refer to menu by the end).
Today I will write about how to cook Thai Food : Fried Pork with Bitter melon ผัดมะระ หมูสับ, maybe you wonder why "Bitter melon" มะระ  it bitter and many people don't like it here I have some information about Bitter melon or in Thai we call  (มะระ)

มะระ เป็นไม้เลื้อยเขตร้อนในวงศ์แตง (Cucurbitaceae) นิยมปลูกเพื่อใช้ผลและยอดเป็นอาหาร มีรสขม ที่รู้จักกันดีมี 2 สายพันธุ์ คือ มะระขี้นกและมะระจีน ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกันคือ Momordica charantia สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษมีหลายชื่อ เช่น balsam apple, balsam pear, bitter cucumber, bitter gourd, bitter melon (สำหรับชื่อ bitter gourd หรือ biiter melon นี้มีที่มาจากชื่อจีนที่เรียกว่า 苦瓜) ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/มะระ

Bitter melon

From Wikipedia, the free encyclopedia
Bitter melon
Scientific classification
Kingdom:Plantae
Division:Magnoliophyta
Class:Magnoliopsida
Order:Cucurbitales
Family:Cucurbitaceae
Genus:Momordica
Species:M. charantia
Binomial name
Momordica charantia
Descourt.
Momordica charantia is a tropical and subtropical vine of the family Cucurbitaceae, widely grown for edible fruit, which is among the mostbitter of all vegetablesEnglish names for the plant and its fruit include bitter melon or bitter gourd (translated from Chinese苦瓜pinyinkǔguā), and goya from Japanese).
The original home of the species is not known, other than that it is a native of the tropics. It is widely grown in India and other parts of the Indian subcontinent, Southeast AsiaChinaAfrica, and the Caribbean.


Medicinal uses



Bitter melon has been used in various Asian traditional medicine systems for a long time [1]. Like most bitter-tasting foods, bitter melon stimulates digestion. While this can be helpful in people with sluggish digestion, dyspepsia, and constipation, it can sometimes make heartburnand ulcers worse. The fact that bitter melon is also a demulcent and at least mild inflammation modulator, however, means that it rarely does have these negative effects, based on clinical experience and traditional reports.
Though it has been claimed that bitter melon’s bitterness comes from quinine, no evidence could be located supporting this claim. Bitter melon is traditionally regarded by Asians, as well as Panamanians and Colombians, as useful for preventing and treating malaria. Laboratory studies have confirmed that various species of bitter melon have anti-malarial activity, though human studies have not yet been published [2].
In Panama bitter melon is known as Balsamino. The pods are smaller and bright orange when ripe with very sweet red seeds, but only the leaves of the plant are brewed in hot water to create a tea to treat malaria and diabetes. The leaves are allowed to steep in hot water before being strained thoroughly so that only the remaining liquid is used for the tea.
Laboratory tests suggest that compounds in bitter melon might be effective for treating HIV infection [3]. As most compounds isolated from bitter melon that impact HIV have either been proteins or glycoproteins lectins), neither of which are well-absorbed, it is unlikely that oral intake of bitter melon will slow HIV in infected people. It is possible oral ingestion of bitter melon could offset negative effects of anti-HIV drugs, if a test tube study can be shown to be applicable to people [4]. In one preliminary clinical trial, an enema form of a bitter melon extract showed some benefits in people infected with HIV (Zhang 1992). Clearly more research is necessary before this could be recommended.

Thai Food Recipe Ingredients: 
  • 300g Bitter Melon (sliced)
  • 200g mince pork
  • 1 tablespoon pork seasoning
  • 1/2 tablespoon fish sauce
  • 1/2 tablespoon sugar 
  • 1 tablespoon cooking oil




















Thai Food Preparation:
  1. Heat  cooking oil in wok ,medium heat add mince pork  , pork seasoning, fish sauce and sugar
  2. Stir until pork almost done add Bitter melon.
  3. Stir about 5 minute then remove from heat.(bitter melon if too cook will more bitter so best to not cook must)
  4. Serving with Thai rice.

Thai Food -Thai Clear Soup-แกงจืดหมูสับ ใบตำลึง

Thai Food -Thai Clear Soup-แกงจืดหมูสับใบตำลึง
Today we will eat Soup , name of this Thai Food is Thai Clear Soup or in Thai is แกงจืดหมูสับ ใบตำลึง, Remember!  Everyone can cook and cook what you want put what you like"

Thai Food Ingredient:  
  • 500g mince pork
  • 300g Coccinia grandis leaf
  • 5cup of soup (or water)
  • 1 teaspoon of salt
  • 1 tablespoon pork seasoning















Direction:


  1. Heat soup(or water) in a pot over medium heat.
  2. Add pork ball then add pork seasoning and salt.
  3. Let it boil until pork almost done.
  4. Add Coccinia grandis leaf let it cook then remove from heat.
For 3 Serving.

Feb 20, 2010

STIR-FRIED MIX VEGETABLE WITH OYSTER SAUCE: Pad pak ruam mit: ผัดผักรวมมิตร

Today our food is Stir-fried mix vegetable with oyster sauce. Remember everyone can cook and cook what you want to eat and put what you like to eat not put things that menu said and  you not eat!

STIR-FRIED MIX VEGETABLE WITH OYSTER SAUCE  
ผัดผักรวมมิต

Thai Recipe Ingredients:
  • 500g Pork sliced
  • 200g green bean
  • 100g carrot
  • 200g vegetable(that you love to eat)
  • 3  tea spoon cooking oil
  • 2 table spoon oyster sauce.
  • 1 tea spoon diet sugar(or regular sugar)
  • 2 tomato














Direction:
In a big bowl, heat add cooking oil high,then add pork. 
Add oyster sauce, sugar stir until pork almost done.
Add green bean, carrot stir then add tomato and other vegetable until done.
Serve with rice or only food.
For 3 serving.

"เด็กสองภาษา" เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์

"เด็กสองภาษา" เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์"



นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ร่วมกับองค์กรความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสเผยผลการวิจัยด้านการฝึกภาษาให้กับเด็กใหม่ล่าสุด โดยระบุว่า ทารกที่ระหว่างอยู่ในครรภ์แล้วมีมารดาสามารถพูดได้สองภาษานั้น สามารถช่วยให้เด็กมีความคุ้นเคยกับทั้งสองภาษาได้ตั้งแต่แรกคลอด
    
       การวิจัยนี้ได้ติดตามทารกแรกคลอดที่เกิดจากมารดาสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเป็นคุณแม่ที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างเดียว กับอีกกลุ่มคือคุณแม่ที่พูดสองภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาตากาล็อก (ภาษาประจำชาติของฟิลิปปินส์)
    
       โดยนักวิจัยพบว่า เด็กทารกที่เกิดกับแม่ที่พูดด้วยภาษาเดียวมาตลอดจะแสดงท่าทางสนใจเมื่อเขาได้ยินภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีปฏิกริยากับภาษาตากาล็อก ในขณะที่ทารกที่เกิดกับแม่ที่พูดได้สองภาษาจะแสดงความสนใจไม่ว่าภาษาที่เด็กได้ยินนั้นจะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาตากาล็อก
       

       นอกจากนี้ ในการทดลองยังพบด้วยว่า ทารกที่มีแม่พูดได้สองภาษาสามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ที่พูดได้มีการเปลี่ยนจากการพูดภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งแล้ว
    
       ด้านคุณพงษ์ระพี เตชพาหพงษ์ เจ้าของหนังสือ "เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้" ผู้เคยจุดประกายการเรียนรู้สองภาษาตั้งแต่แรกคลอดเผยว่า "รู้สึกดีใจที่มีผลการทดลองในเชิงวิทยาศาสตร์ออกมายืนยัน เพราะศักยภาพของเด็กนั้นพร้อมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าพ่อแม่จะใช้เวลาตั้งแต่ตั้งครรภ์เตรียมตัวในจุดนี้"
    
       "ความเห็นส่วนตัวนั้น ผมมองว่า การพูดสองภาษาได้ของเด็กในยุคหน้าควรเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องพิเศษอีกต่อไป และเด็กจะได้ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นกับชีวิตมากกว่าการนั่งเรียนอยู่ในระบบ 12 ปี เพื่อฝึกภาษาอังกฤษแล้วก็ไม่เวิร์ก"
    
       ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงใน Journal Psychological Science และเผยแพร่เมื่อ 29 มกราคมที่ผ่านมา
http://www.manager.co.th

Feb 19, 2010

พ่อแม่จ๋า ทราบไหมว่า ก่อนออกมาดูโลก หนูอาจพบอะไรบ้าง/นพ.วิริยะ เล็กประเสริฐ

พ่อแม่จ๋า ทราบไหมว่า ก่อนออกมาดูโลก หนูอาจพบอะไรบ้าง/นพ.วิริยะ เล็กประเสริฐ






เมื่อตั้งครรภ์มาได้จนถึงวันคลอด โดยผ่านปัญหาและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของการตั้งครรภ์มาได้ในระดับหนึ่ง ถือเป็นความโชคดีของทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้อง ในวันคลอดก็มีความสำคัญอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ไม่คาดหวังอาจเกิดขึ้นได้ ในส่วนของ ทารกที่ครบกำหนด ในการคลอดอาจเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ โรคหรือปัญหาที่จะกล่าวถึงนี้ มีความเสี่ยงในการเกิดน้อยกว่าทารกที่ไม่ครบกำหนดคลอด
    
       โรคแทรกซ้อนที่ทารกครบกำหนดอาจต้องพบเมื่อคลอด เท่าที่รวบรวมได้ มีดังนี้ครับ
       
       1. กลุ่มอาการที่อยู่ในภาวะอันตรายของระบบทางเดินหายใจ
       2. กลุ่มอาการสำลักสารตะกอนในน้ำคร่ำ
       3. ภาวะเสียเลือดในทารกแรกเกิด
       4. ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ
       5. ภาวะเลือดข้นมากเกินไป

    
       กลุ่มอาการที่อยู่ในภาวะอันตรายของระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Distress Syndrome) 



       
ทารกที่คลอดในอายุครรภ์ครบกำหนดสามารถพบปัญหานี้ได้ แม้ว่าจะพบได้น้อยกว่าทารกที่คลอดก่อนกำหนด สาเหตุอาจเป็นได้จากหลายอย่าง ได้แก่ ร่างกายมีการอักเสบที่สงสัยว่าเกิดจากเชื้อจุลชีพ (Sepsis), ภาวะแรงดันสูงค้างในปอดทารก (Persistent Pulmonary Hypertension of the newborn), การสำลักสารตะกอนในน้ำคร่ำ, การมีเลือดออกในปอด

       
การสำลักสารตะกอนในน้ำคร่ำ ภาวะนี้เกิดจากทารกสูดน้ำคร่ำที่มีตะกอนเข้าไปในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปฏิกิริยาปอดอักเสบจากสารเคมีของตะกอนดังกล่าว และถ้าตะกอนมีขนาดใหญ่ก็ทำให้เกิดการอุดตันโดยตรง ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดไม่ได้ ในรายที่เกิดปฏิกิริยารุนแรง จะเกิดภาวะแรงดันสูงค้างในปอดทารกจนเกิดความพิการหรือเสียชีวิตของทารกได้

       สารตะกอนในน้ำคร่ำ สามารถพบได้ในทารกครบกำหนดประมาณร้อยละ 20 ในการคลอดทุกครั้งทารกจะได้รับการช่วยเหลือโดยการดูดน้ำคร่ำจากบริเวณช่องปาก และช่องจมูกทันที เพื่อลดปริมาณการสูดน้ำคร่ำอยู่แล้ว แต่ในภาวะที่มีสารตะกอนในน้ำคร่ำมากก็ยังสามารถพบการสำลักน้ำคร่ำได้ประมาณร้อยละ 2 - 5

       
ภาวะเสียเลือดในทารกแรกเกิด การเสียเลือดดังกล่าวของทารกนี้อาจเป็นการเสียเลือดภายในหรือภายนอกร่างกายก็ได้ ส่วนมากมักเกิดจากสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ที่ต้องอาศัยการทำงานของวิตามินเคร่วมด้วยมีปริมาณน้อย นอกจากนี้อาจเกี่ยวกับปริมาณสารอื่น ๆ อีก ได้แก่ โปรธรอมบิน โปรตีน ซี และโปรตีน เอส เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เราไม่สามารถทราบได้ก่อนคลอด

       
ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ ภาวะเกร็ดเลือดต่ำทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการเสียเลือดได้มากขึ้น ภาวะนี้จะรุนแรงมากขึ้นในรายที่คลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะถ้ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ร่างกายมีการอักเสพที่สงสัยว่าเกิดจากจุลชีพ กลุ่มอาการที่อยู่ในภาวะอันตรายของระบบทางเดินหายใจ และภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ การที่เกร็ดเลือดของทารกมีปริมาณต่ำมีได้หลายสาเหตุ ได้แก่ ได้รับสารในระบบภูมิคุ้มกันจากมารดามากระตุ้น, ได้รับยาบางอย่าง, มีความผิดปกติทางโลหิตวิทยาของทารกเองตั้งแต่กำเนิด แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถทราบปริมาณเกร็ดเลือดของทารกก่อนคลอดได้ครับ

       ภายหลังการคลอด 48 - 72 ชั่วโมง เกร็ดเลือดของทารกมักจะมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็วได้บ่อย ดังนั้นหากเกร็ดเลือดเดิมมีน้อยอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดปัญหาได้

       
ภาวะเลือดข้นมากเกินไป พบในทารกที่มีออกซิเจนในเลือดต่ำแบบเรื้อรังตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ภาวะนี้ทำให้ทารกมีอาการเขียวคล้ำ เกร็ดเลือดต่ำ น้ำตาลในเลือดต่ำ และมีสารเหลืองในร่างกายสูงมากได้

       
นอกจากโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงการคลอดดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งที่ทารกต้องเผชิญ ก่อนที่จะได้พบกับคุณพ่อคุณแม่ คือโอกาสที่อาจจะบาดเจ็บจากการคลอด
       
       ในการคลอดเองทางช่องคลอด การใช้เครื่องมือช่วยดึง หรือดูดออกจากช่องคลอด และการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ต่างก็มีข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน จะคลอดด้วยวิธีใด คุณพ่อคุณแม่คงต้องพูดคุยและปรึกษาแพทย์ที่ดูแลว่าวิธีใดจะเหมาะสมที่สุด
    
       การบาดเจ็บจากการคลอดที่รวบรวมได้มีดังนี้
    
       1. การเสียเลือดภายในศีรษะ (Spontaneous Intracranial Hemorrhage) จากการรวบรวมพบว่า หากเกิดการคลอดในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 23 - 25 สัปดาห์ จะพบภาวะเลือดออกในช่องสมองระดับรุนแรงได้ประมาณร้อยละ 7.1 ส่วนการคลอดครบกำหนดจะพบการเสียเลือดในศีรษะได้ร้อยละ 6 ในรายที่คลอดโดยธรรมชาติ หากคลอดโดยใช้คีมช่วยดึงจะพบได้ร้อยละ 28
    
       2. การบาดเจ็บต่อเส้นประสาท (Nerve Injuries) ในรายที่มีการคลอดยาก ๆ มีโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ เช่น การบาดเจ็บต่อไขสันหลัง ซึ่งพบได้ในการใช้คีมช่วยคลอด หรือในการคลอดท่าก้น การบาดเจ็บต่อแขนงประสาทส่วนแขน พบได้ประมาณ 1 ใน 500 ของการคลอดทารกครบกำหนด และมักเป็นการคลอดท่าก้น และการอัมพาตบริเวณใบหน้า พบได้ประมาณ 7.5 ต่อ 1,000 ของการคลอดครบกำหนด ในรายที่คลอดโดยการใช้คีมพบได้ร้อยละ 18 แต่กรณีที่คลอดโดยธรรมชาติ หรือการผ่าคลอดก็พบได้
    
       3. การบาดเจ็บต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ ในรายที่มีการคลอดยากและมีการบาดเจ็บแตกหักที่กระดูก มักจะพบบริเวณไหปราร้า ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 0.3 - 1.8 ส่วนที่พบได้รองลงมาได้แก่ กระดูกแขนท่อนบน กระดูกโคนขา และส่วนกระโหลกศีรษะ
    
       ส่วนการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อ มักพบที่ตำแหน่งบริเวณลำคอ ซึ่งพบได้ร้อยละ 61.4 ในรายที่มีการคลอดท่าก้น และการหมุนกลับท่าทารกขณะอยู่ในครรภ์
    
       มีการบาดเจ็บอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการคลอด แต่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์แล้ว เรียกว่า การบาดเจ็บที่มีมาแต่กำเนิด (Congenital Injuries) ได้แก่ กลุ่มอาการที่เกิดจากแถบรัดของถุงน้ำคร่ำ (Amnionic Band Syndrome) และความผิดปกติของท่าผิดรูปที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital Postural Deformities)
    
       อาการที่เกิดจากแถบรัดถุงน้ำคร่ำ เกิดจากการกดทับ หรือการบีบรัดที่เกิดขึ้นในตำแหน่งที่มีน้ำคร่ำน้อยมากหรือไม่มีเลย ซึ่งอาจเกิดจากน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากน้ำคร่ำรั่วอยู่นาน ๆ ทำให้การเจริญของเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะในตำแหน่งนั้นผิดปกติไปบางครั้งทำให้เกิดการหายไปของอวัยวะนั้นเลย
    
       ความผิดปกติของท่าผิดรูปที่เป็นมาแต่กำเนิด เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ น้ำคร่ำน้อย พื้นที่ในมดลูกมีขนาดเล็ก เนื่องจากมีเนื้องอก หรือมดลูกมีรูปร่างผิดปกติ หรือจากการตั้งครรภ์ที่มากกว่าครรภ์เดี่ยว ทำให้ทารกเกิดท่าผิดรูป เช่น เท้าปุก หลังโก่ง หลังคด ข้อสะโพกเคลื่อน และช่องอกไม่เจริญทำให้เนื้อปอดไม่เจริญได้
    
       ทั้งหมดที่คุยมาเป็นสรุปอย่างย่อ ๆ พอให้ทราบกันว่า ก่อนทารกคลอดออกมาพบคุณพ่อคุณแม่ได้นั้น มีความเสี่ยงที่ทารกมีโอกาสเจอมากมาย หลายอย่างเราไม่อาจทราบก่อนได้
    
       เนื้อหานี้แปลและเรียบเรียงมาจากตำราทางสูติศาสตร์ Williams ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสากลระดับนานาชาติ ข้อมูลตัวเลขที่เป็นความเสี่ยงต่าง ๆ เป็นของสากล ไม่ใช่ข้อมูลจำเพาะในประเทศไทย แต่เราก็คงพอนำมาใช้เป็นแนวทางได้ รายละเอียดของแต่ละโรค หรือการบาดเจ็บแต่ละอย่างคงไม่พูดถึงตรงนี้ เนื่องจากรายละเอียดมักมากจริง ๆ ครับ แต่ก็ขอให้คุณแม่และหนูน้อยในครรภ์ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดด้วยดีทุกท่านครับ

http://www.manager.co.th