Check out these new conversations from my community

I'm PREGNANT!! I'm PREGNANT!! I'm so happy. I'm PREGNANT!! read more... I Could Use Some Blog Love!! I moved to self-hosted WP.   Won't you please come and check it out?  Leave some comments?  Feedback?   Thanks! http://makingourlifematter.com read more... Powered by BlogFrog

Nov 26, 2009

ปวดประจำเดือน ( Dysmenorrhea )

หมายถึง อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน พบได้ประมาณร้อยละ 71 ของผู้หญิงในวัยที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจปวดรุนแรงจนต้องพักงาน


อาการปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น ชนิดปฐมภูมิ ( หรือไม่ทราบสาเหตุ ) ซึ่งพบเป็นส่วนมาก กับชนิดทุติยภูมิ ( หรือมีสาเหตุ ) ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย


ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ ( primary dysmenorrhea ) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะเริ่มมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆลดลงบางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว จะมีน้อยที่ยังอาจมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน


ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ ( secondary dysmenorrhea ) จะมีอาการปวดครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเลย
สาเหตุ
ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ จะไม่มีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันนี้เชื่อว่า มีสาเหตุมาจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) มากผิดปกติ ทำให้มดลูกมีการบีบเกร็งตัวเกิดอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย
ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ มักมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุมดลูกงอกผิดที่ (endometriosis ถ้าเป็นที่รังไข่จะชอบมีแพทย์เรียกว่า ซิสชอกโกแลทchocolate cyst) , เนื้องอกมดลูก ( myoma ) , มดลูกย้อยไปด้านหลังมาก , ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือมีความเครียดจะมีอาการปวดรุนแรงกว่าคนที่มีอารมณ์ดี

อาการ
จะเริ่มมีอาการก่อนมีระจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ใจคอหงุดหงิดร่วมด้วย
ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็นได้


การรักษา
1. ถ้าปวดไม่มาก ให้กินยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน หรือพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด เวลาปวด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง
2. ถ้าปวดมาก ให้นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ เช่น พอนสแตน, ไอบูโพรเฟน ครั้งละ 1 เม็ดหลังอาหาร ควรกินก่อนมีประจำเดือน 48 ชั่วโมง และกินทุกวันจนเลือดประจำเดือนหยุดออก หรือให้ยาแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน ครั้งละ 1-2 เม็ด บรรเทาปวด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
3. ถ้าปวดจนมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น ให้ฉีดแอนติสปาสโมดิก เช่น อะโทรพี หรือไฮออสซีน - 1 หลอด เข้ากล้ามเนื้อเข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ทุเลาควรส่งโรงพยาบาล
4. ในรายที่เป็นอยู่ประจำ อาจให้กินยาเม็ดคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ด ทุกวัน) เพื่อมิให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ ชั่วระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อไป อีกสักระยะหนึ่งจนกว่าเมื่อยาหยุดแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาลงไป
5. ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ขึ้นไป หรือมีอาการปวดมากหลังแต่งงาน หรือมีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจภายใน และทำการตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์, การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscope) เป็นต้น เพื่อค้นหาสาเหตุให้แน่นอน และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
1. ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กสาวที่เริ่มมีอาการปวดประจำเดือนว่า โรคนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลาหรือหายได้เอง ตลอดจนให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประจำเดือน
2. ผู้หญิงที่เคยมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ ถ้าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการกดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาก็ควรจะรีบไปหาหมอ อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ หรือสาเหตุที่ร้ายแรงอื่นๆ ได้

ภาวะรกเกาะต่ำ หรือ placenta previa(placenta=รก)

หมายถึงภาวะ ที่การเกาะของรก เกาะต่ำลงจากปกติที่อยู่สูงขึ้นไปในมดลูก บางครั้ง เกาะต่ำลงมาถึงปากช่องคลอด และทำให้เกิดปัญหา คือเลือดออกในช่วงที่ปากช่องคลอดขยายตัว คือช่วงครึ่งหลัง (3-8 เดือน)ของการตั้งครรภ์ และถ้าเป็นมาก อาจทำให้ตกเลือด เด็กไม่สามารถคลอดตามปกติ ต้องผ่า เพราะมีรกขวางอยู่ ตามรูป

อุบัติการ การเกิดรกเกาะต่ำ เกิดได้ประมาณ 2-5 รายต่อการตั้งครรภ์1000 ราย และเป็นสาเหตุทำให้แม่เสียชีวิต ประมาณ 3ใน 10000 คน

รก คืออวัยวะพิเศษ ที่สร้างขึ้นมาในช่วงตั้งครรภ์ ทำหน้าที่ส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงทารกและกำจัดของเสีย โดยด้านหนึ่งของรก ต่อกับเส้นเลือดที่สายสะดือของเด็ก อีกด้านของรก จะเกาะกับผนังมดลูก เลือดลูกกับแม่จะไม่ผสมกัน แต่จะมีการแลกเปลี่ยนสารระหว่างกัน

ในภาวะปกติ รกจะเกาะสูงขึ้นไปในมดลูก (ในระยะแรก ๆ จะเกาะต่ำ ๆ ได้ถึง20% แต่เมื่อการตั้งครรภ์พัฒนาไป จะเลื่อนขึ้นด้านบนไปเรื่อย ๆ)



ชนิดของรกเกาะต่ำ

เกาะต่ำแต่ไม่ถึงปากมดลูก
เกาะต่ำและเลยไปบางส่วนของปากมดลูก
เกาะต่ำและปิดปากมดลูกไว้ทั้งหมด
สาเหตุ ไม่มีใครทราบ แตปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องคือ การที่มารดาอายุมาก เช่นพบว่า มารดาอายุ30ปี โอกาสเกิดรกเกาะต่ำมากเป็น 3เท่าของมารดาอายุ 20 ปี การที่มีรกเกาะต่ำมาก่อน การผ่าตัดคลอดบุตรมาก่อน เคยทำแท้ง หรือการสูบบุหรี่

อาการและอาการแสดง

เลือดออกทางช่องคลอด ในอายุครรภ์มากกว่า 6 เดือน มักไม่ปวดท้อง และเป็นเลือดสดๆ การมีเลือดออกครั้งแรกมักไม่มาก แต่รอบต่อๆไปอาจมากจนเสียชีวิต ที่เรียกว่าตกเลือดได้

อาจมีการหดรัดตัวของมดลูกได้ สิ่งสำคัญของแพทย์เมื่อสงสัยคือ ทำอัลตราซาวด์และตรวจหัวใจเด็ก เมื่อสงสัย แพทย์ต้องระมัดระวังอย่างมากในการตรวจภายใน เพราะจะกระตุ้นการลอกของรกให้ตกเลือดรุนแรงได้ (แพทย์อาวุโสแนะนำว่า ถ้าจะตรวจภายใน ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะทำผ่าตัดเอาเด็กออกได้เลย)

ในแผนกฉุกเฉิน เมื่อมีการตกเลือดในอายุครรภ์ช่วงนี้ และสงสัย ต้องมีการเตรียมพร้อม โดยเรียกสูตินรีแพทย์ สังเกตอาการในรพ. เตรียมเลือด แทงน้ำเกลือ และพร้อมที่จะเปิดห้องผ่าตัด ในกรณีไม่พร้อม ควรส่งตัวไปในสถานที่ที่มีการผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเด็กมีอาการของการขาดออกซิเจน เด็กโตพอที่จะคลอดได้ ก็มักทำผ่าตัดเอาเด็กออกเลย

ในสตรีที่มีรกเกาะต่ำบางราย โดยเฉพาะเคยมีรกเกาะต่ำมาก่อน หรือเคยทำผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง จะมีความเสี่ยงต่อภาวะอีกอย่างที่เรียกว่า placenta accreta คือรกเกาะแน่น และบางครั้งเกาะมานอกผนังมดลูกเลย ทำให้เวลาคลอด รกไม่คลอดหรือหลุด มดลุกจะหดตัวไม่ได้และไม่สามารถหยุดเลือดตามธรรมชาติ เกิดการตกเลือดรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ภาวะนี้ มักลงเอยในขั้นที่ต้องตัดมดลูกของแม่ ภายหลังผ่าเด็กออก เพราะมักมีเลือดออกมากจนเสี่ยงต่อชีวิตได้



ภาวะ placenta accreta นี้บางครั้งวินิจฉัยยากมาก แม้จะทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็ก หรือวิธีอื่นๆ บางทีเจอในห้องผ่าตัดโดยบังเอิญ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูตินรีเวชที่อันตรายอย่างมาก

เรียบเรียงโดย นพ.กิจการ จันทร์ดา

กินขิง ช่วยแก้แพ้ท้อง

การศึกษาใหม่ล่าสุดจากออสเตรเลีย พบว่า การรับประทานขิงสกัดเป็นแคปซูล ช่วยระงับอาการแพ้ท้องได้ดีเท่าๆกับการกินวิตามินบี 6

แพทย์จากราชวิทยาลัยสูตินรีเวชอเมริกัน ได้แนะนำผลการศึกษา ที่ตีพิมพ์ลงในวรสารเมื่อไม่นานมานี้ ถึงผลการวิจัย โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่ตั้งครรภ์ รับประทานยาที่สกัดจากขิง 350มิลลิกรัม สามเวลาต่อวัน เทียบกับวิตามินบี 6 ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป พบว่า สามารถลดอาการแพ้ท้องได้เทียบเท่ากัน โดยมีผลข้างเคียงต่ำ และไม่มีผลต่อเด็กที่คลอดออกมา

อาการแพ้ท้อง พบได้ในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ถึง 50-80% ของสตรี สมัยก่อน จะใช้การรักษาตามอาการร่วมกับวิตามินบี 6

ผลจากการศึกษาครั้งนี้ พบว่าขิงสามารถรักษาอาการได้มากกว่า 50% เท่าๆ กับวิตามิน

ของไทยเราก็แนะนำให้มารดาที่ตั้งครรภ์กินขิงเพื่อเป็นยาระบาย น่าจะได้มีการศึกษาในด้านนี้บ้าง

ที่มา
http://www.thaihealth.net/

เตรียมตัวอย่างไร เมื่อเดินทางช่วงตั้งท้อง

ในช่วงตั้งท้อง คุณแม่หลายท่านอาจมีโอกาสได้ไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ การเดินทางไกลในช่วงตั้งท้องเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถทําได้ แต่ต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพมากกว่าปกติด้วยค่ะ

เตรียมตัวก่อนการเดินทาง

แม่ท้องควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลในช่วงไตรมาสแรก ของการตั้งท้อง เพราะเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวทั้งทางร่างกายและจิตใจและเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย ส่วนการเดินทางไกลในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งท้อง นับว่าเป็นระยะที่ปลอดภัย ที่สุดสําหรับคุณแม่ แต่หากต้องเดินทางในช่วงไตรมาสที่ 3 จนถึงก่อนคลอด คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะหากมีการคลอดก่อนกําหนด จะได้ปรึกษาคุณหมอได้ทันที

เมื่อวางแผนท่องเที่ยวแล้ว คุณแม่ก็เตรียมตัวออกเดินทาง ได้เลยค่ะ

• ปรึกษาคุณหมอก่อนออกเดินทาง ก่อนการเดินทางคุณแม่ ควรให้คุณหมอตรวจสุขภาพก่อน หากคุณแม่เจ็บป่วยก็ควรพักผ่อนและรักษาให้หายก่อนเดินทาง และเตรียมยาไปด้วย
• จดบันทึกย่อๆ เกี่ยวกับสุขภาพระหว่างตั้งท้อง ยาที่ใช้ และปัญหาที่มีในการตั้งท้อง รวมถึงชื่อและเบอร์โทรติดต่อของคุณหมอที่ดูแล พร้อมทั้งตรวจสอบรายชื่อสูติแพทย์หรือโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับสถานที่ที่จะไปท่องเที่ยว จดชื่อ ที่อยู่และเบอร์โทรติดต่อไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉิน
• วางแผนท่องเที่ยวแบบสบายๆ ควรไปที่ใดเพียงแห่งเดียว เช่น ไม่เที่ยวหลายจังหวัดภายในเวลา 3 วัน เพราะจะทําให้ร่างกายของคุณแม่อ่อนล้า ควรใช้เวลาสบายๆ เที่ยว 2-3 ชั่วโมง สลับกับนั่งหรือนอนพัก ไม่ใช้เวลาตลอดวันในการเดินทาง
• เตรียมของกินและของใช้ที่จําเป็นไปด้วย คุณแม่ควรเตรียมยา นมที่ดื่มเป็นประจํา รวมถึงน้ำดื่มติดไปด้วย เพราะบางที่น้ำดื่มอาจไม่สะอาด หากไม่ได้พกไปด้วย คุณแม่อาจเลือกดื่มน้ำแบบบรรจุขวดแทน สําหรับของใช้ที่คุณแม่ควรนําติดตัวไปด้วยนอกจากของใช้ส่วนตัว คือรองเท้าที่ใส่สบาย และยาฆ่าเชื้อโรค

เดินทางอย่างปลอดภัย

เดินทางด้วยรถยนต์
• ในการเดินทางด้วยรถ หากต้องนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรหาโอกาสเปลี่ยนท่านั่งหรือยืนบ้าง อาจหยุดรถเพื่อลงเดินทุก 2 -3 ชั่วโมง
• แม่ท้องจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่นั่งรถ ซึ่งวิธีคาดเข็มขัดนิรภัยสําหรับคนท้องจะต้องพาดผ่านระหว่างอกพอดีและพาดเลยต่อไปที่ด้านข้างของลําตัว ห้ามพาดผ่านส่วนท้อง และเข็มขัดนิรภัยส่วนล่างจะต้องพาดผ่านบริเวณส่วนบนของขา ไม่เลยขึ้นไปพาดที่ท้องเด็ดขาด โดยจะต้องพาดยาวจากสะโพกข้างหนึ่งไปยังสะโพกอีกข้าง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่สามารถรองรับและปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้มากที่สุด
• เตรียมอาหารว่าง น้ำดื่มและนมกล่องติดตัวไปด้วย เพื่อแก้หิวระหว่างเดินทาง
• เตรียมหมอนอิงสําหรับหนุนหลังและหมอนรองคอ ถ้าเป็นรถส่วนตัวควรปรับเก้าอี้ให้อยู่ในลักษณะกึ่งเอนนอน

เดินทางด้วยเครื่องบิน
• คุณแม่ท้องควรเตรียมใบรับรองแพทย์ไปด้วยหรือบอกทางสายการบินว่าตั้งท้อง เพื่อทางสายการบินจะได้เลือกที่นั่งที่สบายสําหรับคนท้องให้
• ถ้านั่งเครื่องบินควรลุกขึ้นเดินบ้างและควรเลือกที่นั่งที่สามารถ ยืดตัวได้มาก ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ คุณแม่อาจเตรียมอาหารส่วนตัวไปด้วย เผื่อกินอาหารบนเครื่องไม่ได้
• ในการเดินทางไกลข้ามทวีป ควรใช้เวลาพักผ่อนหลังการเดินทาง 2-3 วัน เพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการเดินทาง และให้ร่างกายได้ปรับตัวกับสถานที่และเวลาที่แตกต่าง

เดินทางด้วยรถไฟ
• ตรวจสอบว่ามีบริการอาหารบนรถไฟหรือไม่ หรือเตรียมอาหารไปด้วย
• การเดินทางในช่วงกลางคืน ควรเตรียมที่นอนเพื่อคุณแม่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในการเดินทาง

เดินทางครั้งนี้..แม่ท้องต้องระวัง

• การเดินทางขึ้นที่ที่สูงมาก เช่น ภูเขา ยอดดอย ไม่เหมาะกับคุณแม่ท้อง เนื่องจากสถานที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากจะมีปริมาณ ออกซิเจนในอากาศน้อย เป็นอันตรายต่อสุขภาพของแม่ท้องและทารก
• หากจําเป็นต้องเดินทางไปในที่สูง คุณแม่ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมและพยายามใช้แรงให้น้อยที่สุดเมื่ออยู่บนพื้นที่สูง แต่หากพบความผิดปกติให้รีบกลับสู่พื้นราบโดยเร็ว
• คุณแม่ต้องงดการเดินทางไปในที่ที่มีการระบาดของโรค เพราะร่างกายของแม่ท้องจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคสูงกว่าคนทั่วไป
...............................................................................

Mother

ทราบได้อย่างไรว่าตัวเองตั้งครรภ์ ?

ในการปฏิบัติตนเองให้ถูกต้องระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้นจำเป็นมาก สำคัญมากที่สุด นั่นก็เพราะท่านที่กำลังตังครรภ์จะได้มีความสุข มีสุขภาพอนามัยที่ดีไม่เสื่อมโทรม ร่างกายจะต้องแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพดี ทารกที่คลอกออกมาก็จะมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์สมดังปรารถนาของผู้เป็นมารดาและบิดา คราวนี้ท่านจะต้องพิจารณาดูว่า ตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ มีวิธีสังเกตตัวเองได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
1. ประจำเดือนขาดหายไปดื้อๆ เมื่อถึงกำหนดเวลามาก็ไม่มา นับว่าเป็นอาการเบื้องต้นของสตรีที่ตั้งครรภ์ จุดนี้สังเกตเอาไว้ก่อน
2. มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น อาการแพ้ท้องนั้นสตรีที่ตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ น้ำลายก็ออกมามากกว่าปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในเช้าหรือตื่นนอนใหม่ๆ บางรายก็เกิดมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เกี่ยวกับอาการทางประสาท เป็นต้นว่า โกรธง่าย ใจน้อย หงุดหงิดคิดมาก
3. มีอาการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เพราะหัวนมจะมีสีคล้ำเกิดขึ้น เต้านมโตขึ้น
4. ปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้นจนผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยๆ แต่ไม่มีอาการปวดแสบหรือเกิด อาการขัดเบา ถือว่าเป็นอาการที่เป็นปกติของสตรีมีครรภ์ทั่วไป ไม่ผิดปกติอย่างไร อาการนี้พบได้เสมอ เกิดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นแล้วไปเบียดเอากระเพาะปัสสาวะนั่นเอง
5. มดลูกจะบีบตัวเป็นบางครั้ง มักจะสังเกตพบเมื่อครรภ์ผ่านไป 4 เดือนแล้ว จะรู้สึกว่ามี ก้อนนูนบริเวณหัวหน่าว มักพบในตอนเช้า
6. ทารกจะดิ้นได้ เพราะทารกในครรภ์เป็นสิ่งที่มีชีวิต มีลักษณะลอยอยู่ในถุงน้ำใน มดลูก ทารกจะมีอาการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้วครรภ์แรกนั้นผู้เป็นมารดาจะรู้สึกว่าเด็กดิ้นเมื่อตั้งครรภ์ไปได้ประมาณ 4 เดือนครึ่ง ถึง 5 เดือน ส่วนครรภ์หลังๆ เนื่องจากมารดามีความเคยชินแล้ว อาจจะสังเกตว่าทารกในครรภ์ดิ้นในราวการตั้งครรภ์เดือนที่ 4 เท่านั้น ในระหว่างที่ทารกในครรภ์ดิ้นครั้งแรกนั้นก็มีความสำคัญในการช่วยกำหนดระยะเวลาคลอดของท่านได้ โดยเฉพาะในรายที่จำเดือนแรกที่หมดประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้

ควรฝากครรภ์เมื่อไรที่ไหน ? ทำไมจึงจะต้องฝากครรภ์ ?

การฝากครรภ์นั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากของผู้ที่จะเป็นมารดา นับว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์แก่แม่และเด็กจริงๆ แต่ว่า เมื่อไรท่านจึงต้องไปฝากครรภ์ โดยทั่วไปแล้วแพทย์แนะนำให้ผู้ที่จะเป็นมารดาไปฝากครรภ์ได้ทันทีที่คิดหรือสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์
บางท่านอาจจะคิดว่าทำไมจะต้องรีบร้อนไปฝากอะไรกันนักหนา เพิ่งเริ่มต้น เพิ่งจะทราบ เพราะเป็นระยะแรกเริ่มแท้ๆ น่าจะไปฝากครรภ์ทีหลังก็ได้ หรือไปฝากจวนๆ ที่จะคลอดก็ไม่น่าเกิดปัญหาอะไรเลย ไม่ต้องเสียเวลาไปหลายครั้งหลายหนด้วย
ความจริงแล้วความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง โดยมากแล้วเราจะเห็นได้ว่าที่แผนกตรวจคนไข้นอกนั้น ผู้ที่จะเป็นมารดามักมาฝากครรภ์เกินระยะ 6 เดือนไปแล้วมากมาย ซึ่งส่วนมากยังไม่ทราบถึงประโยชน์ของการฝากครรภ์อย่างแท้จริง

ความสำคัญของการฝากครรภ์

เรื่องนี้จะต้องให้ผู้เป็นมารดาทราบเอาไว้ เพราะมีความสำคัญจริงๆ คือ
1. แพทย์จะได้ทำการตรวจและให้ความแน่นอนว่าการตั้งครรภ์ของท่านนั้นเป็นปกติหรือ ผิดปกติ นอกจากนี้เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นมารดาได้รับคำแนะนำ การดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองให้ดี ถูกต้อง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากโรคแรกซ้อนต่างๆ ในขณะที่ตั้งครรภ์ ให้ความปลอดภัยเกี่ยวกับการคลอด ตลอดจนการรู้จักดูแลรักษาตัวเองภายหลังคลอดอีกด้วย อีกทั้งผู้ที่เป็นมารดาก็จะมีความใกล้ชิดกับแพทย์ พยาบาล มีความเชื่อมั่น อีกทั้งมีโอกาสที่จะสอบถามขอคำแนะนำในสิ่งที่ตนเองสงสัยข้องใจจากแพทย์และพยาบาลหรือผดุงครรภ์ที่ดูแลอยู่
2. ในการตรวจครรภ์ครั้งแรกนั้น แพทย์จะทำการตรวจร่างกายโดยทั่วไปอีกด้วย เพื่อ ตรวจดูว่าผู้ที่จะเป็นมารดานั้นมีโรคอะไรที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือต่อทารกในครรภ์บ้าง หากว่ามีก็จะได้ทำการรักษาเสียให้หายขาดในระยะแรกๆ เป็นต้นว่า บางทีก็ตรวจพบว่าเป็นเป็นโรคหัวใจแต่ทว่าคนไข้ก็ยังไม่มีอาการอะไรออกมาให้เห็น โรคพวกนี้ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่รักษาเสียแต่ในระยะแรกอาจจะเกิดหัวใจวายได้เมื่อครรภ์แก่ใกล้คลอด ในระยะคลอดหรือหลังคลอดก็ได้
3. การตรวจทางห้องทดลองก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก จำเป็นอย่างไรโปรดพิจารณาดูได้ ดัง ต่อไปนี้
ก. การตรวจโลหิต แพทย์จะได้ทราบว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โรคที่แพทย์พบบ่อยๆ ก็ คือ โรคโลหิตจาง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกส่วน หรือมีสาเหตุมาจากโรคเลือดอย่างอื่นๆ หากพบเสียแต่แรกก็จะได้ทำการรักษาผู้ที่จะเป็นมารดา ได้ทันเวลาก่อนที่จะย่างเข้าสู่ระยะคลอด
ข. ตรวจเลือดเพื่อจะดูว่าผู้ที่เป็นมารดานี้เป็น กามโรคชนิดใดหรือไม่อย่างไร? หากมีอยู่ เช่น ซิฟิลิส โกโนเรีย ก็จะได้ทำการรักษาให้หายเสียก่อน เพื่อป้องกันโรคมิให้แพร่เข้าไปสู่ทารกในครรภ์ได้
ค. การตรวจปัสสาวะ อาการผิดปกติของการตั้งครรภ์บางอย่างก็ตรวจพบได้ด้วยการหา "ไข่ขาว" ในปัสสาวะ นอกจากนั้นการตรวจปัสสาวะก็จะทราบได้ว่ามีอาการผิดปกติในทางเดินปัสสาวะด้วยหรือไม่ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ ซึ่งมักพบได้บ่อยๆ ในระยะตั้งครรภ์ การตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะก็เป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องตรวจให้แน่ว่า ผู้ที่จะเป็นมารดานี้ป่วยเป็นเบาหวานหรือไม่ ถ้าป่วยก็จะต้องได้รับการเยียวยารักษาต่อไปอีก หลังจากการตรวจครั้งแรกผ่านไปแล้ว แพทย์ก็จะนัดให้ผู้ที่จะเป็นมารดาไปตรวจอีกเป็นระยะๆ ไป ในรายที่ครรภ์อ่อนๆ ก็จะต้องได้รับการตรวจทุกๆ 4 - 6 สัปดาห์ ในระยะหลังๆ ของการตั้งครรภ์ก็จะนัดให้ไปตรวจทุก 1 - 3 สัปดาห์ แล้วแต่ความจำเป็นที่แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป การไปตรวจครรภ์ตามนัดนั้น ขอให้ผู้ที่จะเป็นมารดาเข้าใจว่ามีความจำเป็นอย่างมาก ถ้าไม่สามารถไปตามนัดได้ก็รีบไปในทันทีที่มีเวลา ในการตรวจครรภ์ในระยะนี้ก็เพื่อจะได้ทราบถึงภาวะของการตั้งครรภ์ เช่น ทารกมีความเจริญเติบโตตามกำหนดหรือไม่ อย่างไร ทารกอยู่ในท่าที่เป็นปกติหรือเปล่า หรือมีอาการของโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง โรคแทรกซ้อนบางอย่างนั้นบางชนิดก็เกิดในระยะหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งหากได้รับการรักษา ป้องกัน ก็จะทำให้การคลอดดำเนินไปได้อย่างปลอดภัยทั้งมารดาและทารกด้วย

ฝากครรภ์ที่ไหน?

ในการฝากครรภ์นั้น ผู้ที่จะเป็นมารดาควรจะไปฝากที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย แพทย์จะได้ทำประวัติ แนะนำวิธีปฏิบัติตนเองและตรวจวินิจฉัยดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นควรทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอะไร อะไรที่ควรงดเว้นเด็ดขาด อีกประการหนึ่งแพทย์ก็จะได้ทำการฉีดวัคซีนป้องกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ด้วย และมีการกำหนดวันคลอดให้อีก

การคลอดบุตรที่โรงพยาบาล หรือที่สถานีอนามัยดีอย่างไร ?

เรื่องนี้ผู้ที่จะเป็นมารดาจะต้องทราบอยู่แล้วว่า การคลอดที่ถูกวิธีนั้นโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย จะเป็นสถานที่ ช่วยให้ท่านคลอดบุตรได้ได้โดยปลอดภัยที่สุด ถ้าการคลอดไม่เป็นไปตามปกติ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ แพทย์ก็ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยตลอดจนเทคนิคต่างๆ ช่วยเหลือผู้ที่จะเป็นมารดาและทารกได้อีก เป็นต้นว่า
1. การใช้เครื่องมือช่วยการคลอด มี คีมหรือเครื่องดูด
2. วิธีการผ่าตัดเอาทารกออกทางหน้าท้อง
ท่านอย่าลืมว่า ในปัจจุบันนี้ นานๆ ครั้งจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากการคลอดสักรายหนึ่ง ซึ่งส่วน มากแล้วมักจะเป็นผู้ที่มิได้มาฝากครรภ์กับทางโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยหรือบางทีก็มาโรงพยาบาลหรือมาสถานีอนามัยก็มีอาการเพียบหนักมาแล้ว แพทย์สุดที่จะเยียวยาแก้ไขได้ นี่เอง ความจำเป็นในการฝากครรภ์จึงมีความสำคัญมากทีเดียว

อาหารของผู้ที่จะเป็นมารดา จะต้องมีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร ?

เรื่องอาหารนั้นสำคัญมากไม่ว่าใครก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะเป็นมารดานั้น พึงระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะต้องมีอาหารที่ดี มีประโยชน์ และควรงดอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์และมีโทษแก่ตนเองและทารกในครรภ์ด้วย
กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำว่า อาหารของผู้ที่จะเป็นมารดานั้นจำเป็นจะต้องรับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ คือรับประทานอาหารมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าสตรีมีครรภ์นั้นต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นสำหรับตัวเองและทารก
ฉะนั้น ผู้ที่ตั้งครรภ์จะต้องรับประทานอาหารให้มากพอกับความต้องการ โดยรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ทุกๆ วัน เพื่อให้อาหารที่รับ ประทานเข้าไปบำรุงร่างกายผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ให้แข็งแรง สุขภาพดี การคลอดก็จะง่ายขึ้น อีกประการหนึ่งเพื่อเอาอาหารเข้าไปบำรุงทารกให้สมบูรณ์ เพื่อ สร้างน้ำนมให้เพียงพอสำหรับทารกที่จะเกิดมา คราวนี้มาลองพิจารณาดูอาหารของสตรีมีครรภ์กันต่อไปบ้างมีอะไร

ชนิดของอาหารที่ต้องรับประทาน ในช่วงตั้งครรภ์

อาหารหมู่ที่ 1 น้ำนม ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา ตับ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว อาหารพวกนี้จะเข้าเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายได้เป็นอย่างดี
อาหารหมู่ที่ 2 ข้าวสวย ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว เผือก มัน น้ำตาล อาหารพวกนี้จะเข้าไปสร้างพลังงานแก่ร่างกาย
อาหารหมู่ที่ 3 ผักใบเขียวทุกชนิด มะเขือเทศ ฟักทอง และผักชนิดต่างๆ อาหารพวกนี้จะเข้าไปควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ทุกชนิด เช่น กล้วย ส้ม มะละกอ ฝรั่ง อาหารพวกนี้จะเข้าไปควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ
อาหารหมู่ที่ 5 น้ำมันจากพืชและสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำกะทิ อาหารพวกนี้จะให้กำลังงานแก่ร่างกาย
นอกจากนี้ผู้ที่กำลังจะเป็นมารดาจะต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว ยกเว้น กรณีที่แพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น มีการขับถ่ายทุกวันโดยเฉพาะเวลาเช้า เพื่อสุขภาพร่างกายที่เป็นปกติเสมอ

อาหารและสิ่งที่ควรงดเว้นเด็ดขาด ในช่วงตั้งครรภ์

ความจริงแล้วอาหารของผู้ที่จะเป็นมารดารับประทานไม่มีอะไรเป็นของแสลง สมควรรับประทานเพื่อการผลิตน้ำนมของท่านจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ คนโบราณที่มี ความเชื่อว่ารับประทานไข่ไก่ไม่ได้ แสลง รับประทานเนื้อไก่ก็แสลง จะต้องรับประทานข้าวกับเกลือเท่านั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเสียแล้ว
แต่สิ่งที่ควรงดเว้นเด็ดขาดก็เห็นจะเป็นการดื่มสุรา เบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยไม่ดีแน่นอน เป็นผลเสียแก่ร่างกายของท่านเอง รวมทั้งทารกในครรภ์ น้ำชา กาแฟ ก็ไม่สมควรดื่ม ไม่มีประโยชน์อะไรกับผู้ที่จะเป็นมารดาเลย ควรดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้จะดีที่สุด
บุหรี่ไม่ควรสูบ ไม่เกิดประโยชน์อะไรมีแต่โทษทั้งผู้ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ของตนเอง พิษของบุหรี่นั้นมีมากมาย จะเข้าไปยับยั้งความเจริญเติบโต. ของทารกให้ช้าลง เซลล์ต่างๆ จะไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทารกคลอดออกมาก็ตัวเล็กผิดปกติด้วย ดีไม่ดีเกิดพิการก็จะสร้างความเสียใจให้แก่ท่านทันที

สตรีมีครรภ์ควรรับประทานอย่างไร ?

ในระยะ 3 เดือนแรกให้อาหารปกติ ในระยะหลังจึงควรเพิ่มอาหาร ควรบริโภคให้เหมาะกับน้ำหนักตัวที่เพิ่ม คือ
เดือนที่ 4 เพิ่ม 10% เดือนที่ 5 เพิ่ม 18% และเป็น 23% เมื่อคลอด โปรตีนควรเพิ่มมากกว่า 40% ของที่เคยได้รับปกติ คาร์โบไฮเดรทและไขมัน จัดให้พอเหมาะกับแรงงาน ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
วิตามิน เอ บี ซี และ ดี และเกลือแร่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไอโอดีนเพิ่มขึ้นตามส่วน ควรได้จากอาหาร ยกเว้นแต่ถ้ามารดาไม่สามารถกินอาหารได้ ก็จำต้องให้ยา ที่มีวิตามินและเกลือแร่ดังกล่าว หญิงมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือที่เรียกว่าแพ้ท้อง ระยะนี้ไม่ควรรับประทานอาหารพวกไขมัน เพราะจะทำ ให้คลื่นไส้อาเจียน ปกติตอนกลางวันอาการคลื่นไส้มักจะหายไป ดังนั้นมารดาอาจจะกินอาหารได้ตอนบ่ายๆ ตอนเย็น และก่อนนอน หากกรณีมารดากินอาหารคาวไม่ได้ ในระยะแพ้ท้อง ให้กินน้ำถั่วเหลืองหรือเต้าหู้แทน ถ้ากินนมได้ยิ่งดี
ในสตรีที่เป็นแม่นม ต้องใช้เพิ่มในการหลั่งน้ำนม ดังนั้นจึงควรเพิ่มอาหารให้อีกไม่น้อยกว่า 600 แคลอรี่ และโปรตีนต้องไม่ต่ำกว่า 15%

ต้องปรึกษาแพทย์อย่างรีบด่วนเมื่อไร ?

1. เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนออกมาอย่างแรง และเป็นอยู่เป็นเวลานาน
2. มีเลือดออกมาทางช่องคลอด แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม จะต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
3. มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เป็นอยู่นานแล้วก็ยังปวดไม่หาย
4. มีอาการปวดบวมตามใบหน้า มือ เท้า รวมทั้งข้อเท้า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเกิดมีเกลือ คั่งอยู่ในร่างกายของท่านก็ได้ เมื่อแพทย์แนะนำให้ลดอาหารที่มีรสเค็มลง เช่น ลดน้ำปลา เกลือ ซีอิ๊ว ซ็อสต่างๆ ก็จะต้องลดลงตามคำแนะนำ ไม่เช่นนั้นก็เกิดผลเสียตามมาอีกเป็นอันตรายได้ ความดันโลหิตจะสูงขึ้นได้ ไตก็ทำงาน ผิดปกติได้ แพทย์เรียกว่า "ครรภ์เป็นพิษ" เรื่องนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่สตรีตั้งครรภ์เสียชีวิตลงได้รวมทั้งในระยะคลอดหรือหลังคลอดด้วย
5. มีอาการปวดศีรษะมาก ปวดอยู่นานๆ ก็ไม่หายสักที
6. ตามัวมองอะไรก็เป็นจุดเป็นดวงไปหมด
7. ปัสสาวะน้อยลง หรือเวลาขับถ่ายปัสสาวะเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนหรือขัดเวลา ถ่ายปัสสาวะ
8. มีอาการไข้ หนาวสั่น
9. ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือเฉยไม่ดิ้นเอาเลย
10. เกิดอาการถุงน้ำแตก มีน้ำไหลออกมาทางช่องคลอด สิ่งเหล่านี้จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยรีบด่วนทั้งนั้น เพราะบางทีอาจจะเกิดอันตรายรุนแรงได้

ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

ผู้ที่จะเป็นมารดาทั้งหลายนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนบางอย่างเพื่อความปลอดภัยของท่านเสมอ วัคซีนที่จะฉีดนั้น แพทย์จะฉีดให้ท่าน รวม 2 ครั้ง เป็นวัคซีนป้องกันบาดทะยัก
ฉีดครั้งแรกในตอนที่ท่านไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย
ฉีดครั้งที่ 2 เมื่อก่อนกำหนดคลอด 1 เดือน เป็นอันว่าครบถ้วน เพื่อป้องกันบาดทะยักที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในสมัยโบราณนั้น "หมาตำแย" ได้ทำคลอดด้วยความสกปรก ไม่มีการระมัดระวังในเรื่องความสะอาดนัก บางทีผู้เป็นมารดาได้รับเชื้อบาดทะยักเข้าไปเวลาคลอดก็มากมาย ทำให้เกิดการเสียชีวิตขึ้นได้ในที่สุด เพราะบาดทะยักนั่นเอง บางทีทารกก็เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเชื้อยาดทะยักเข้าไปทางบาดแผลที่สายสะดือ เพราะ "หมอตำแย" เอาไม้ไผ่ตัดสายสะดือทารกนั่นเอง เชื้อบาดทะยัก หรือ "เตตานัส" ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียเป็นโรคที่ร้ายแรงมาก บาดทะยักในทารกนั้นได้ทำให้ทารกที่เกิดมาตายไปแล้วไม่ใช่น้อย มักจะเสียชีวิตหลังคลอดเพียง 4 - 14 วันเท่านั้นเอง ในปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันเอาไว้เช่นนี้ก็เป็นประโยชน์มาก เป็นการป้องกันเอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ยาบำรุงเลือด จำเป็นสำหรับสตรีมีครรภ์

สตรีมีครรภ์ทุกท่านจะต้องคิดถึงเรื่องนี้อีกเรื่องหนึ่ง สมัยก่อนอาจจะยังไม่มีใครใช้ แต่สมัยนี้แพทย์แนะนำให้สตรีมีครรภ์รับประทานยาบำรุงเลือด นอกจากสตรีมีครรภ์จะต้องรับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงอาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการมีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ อีกด้วย
สำหรับยาวิตามินที่สตรีมีครรภ์ได้รับจากโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยเมื่อฝากครรภ์นั้น จำเป็นมากสำหรับบำรุงเลือดให้ผู้ที่จะเป็นมารดาหรือสตรีมีครรภ์มีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง คลอดง่าย เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากการตกเลือดในระหว่างคลอดอีกด้วย
การรับประทานยาบำรุงเลือด ให้รับประทานยา 1 -2 เม็ด หลังอาหารเช้าหรือก่อนนอน ต่อจากนั้นก็พักผ่อนให้เพียงพอ ไปพบแพทย์ตามนัด ท่านก็มั่นใจได้ว่า การคลอดของท่านนั้นสมบูรณ์แบบและปลอดภัยที่สุดแน่นอน ไม่มีปัญหา อุปสรรค ใดๆ เกิดขึ้นเลย

โรคที่สตรีมีครรภ์เคยเป็นในการตั้งครรภ์ก่อนๆ

ระวังสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยคือ แท้งมาก่อน มีลูกยาก คลอดด้วยการผ่าท้องเอาทารกออก เจ็บท้องนานมากกว่า 24 ชั่วโมง คลอดยาก ทารกตายในครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกคลอดเลยกำหนด ตกเลือดหลังคลอด
หากมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่สตรีมีครรภ์ดังกล่าว แพทย์ก็จะต้องศึกษาผลจากการคลอดในครั้งก่อนๆ เพื่อทำการช่วยเหลือในการคลอดครั้งนี้ให้ดีที่สุด

ระวังให้ดี โรคต่างๆ ที่เป็นมาก่อนตั้งครรภ์

บางทีผู้ที่กำลังจะเป็นมารดาหรือสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ก็เคยเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่สำคัญมาก่อน นับว่าเป็นอันตรายแก่การตั้งครรภ์มาก เพราะเมื่อตั้งครรภ์แล้วมักเป็นปัญหาแก่สตรีมีครรภ์เอง รวมทั้งทารกในครรภ์อีกด้วย โรคที่สำคัญและมีอันตรายมากได้แก่
1. โรคความดันโลหิตสูง
2. โรคซีด
3. โรควัณโรคปอด
4. โรคไตเรื้อรัง
5. โรคเบาหวาน
6. โรคหัวใจ
7. โรคหืด
8. โรคหัดเยอรมัน
โรคเหล่านี้จะมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ได้ ในขณะที่คลอดก็ได้ หรือหลัง คลอดก็ได้อีก ซึ่งอาจจะมีผลเสียต่อทารกในครรภ์ด้วย

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์

โรคแทรกเหล่านี้ คือ
1. อาการตกเลือด
2. โรคพิษแห่งครรภ์
3. ท้องแฝด
4. เจ็บท้องก่อนกำหนด
5. น้ำเดินก่อนเจ็บท้อง
6. ทารกในครรภ์อยู่ในท่าที่ผิดปกติ
7. ทารกดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นเลย
8. ใช้ยารักษาโรคบางอย่างในระหว่างตั้งครรภ์
9. โรคซีด
10. ตรวจพบว่าเป็นซิฟิลิส
เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าสตรีมีครรภ์เป็นโรคพวกนี้แล้วก็จะรีบทำการเยียวยารักษาทันที แพทย์อาจจะนัดมาพบเพื่อตรวจรักษาในทุกๆ 1 หรือ 2 อาทิตย์ ก็ได้ จนกว่าโรคจะหายขาดไป

การตั้งครรภ์ คลอดเอง-ผ่าออก?

การตั้งครรภ์และการคลอด เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การแพทย์

เมื่อไรที่ผมเห็นคำกล่าวนี้ซึ่งสั่งสอนมาแต่โบราณ ทำให้ผมอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า เรานี้ช่างโชคดีหนอ และ ลูกเมียเรานี้ช่างโชคดีจริงๆ หนอ (ที่ผ่านช่วงธรรมชาติของการตั้งครรภ์และการคลอดมาได้) แม้ว่าตนเองจะเป็นแพทย์ และลูกคนสุดท้องจะได้ทำคลอดด้วยมือของตนเอง ก็ยังจำความรู้สึกตื่นเต้นได้ดี


อย่าให้ความเป็นธรรมชาติ ต้องถูกบิดเบือนไปมากนัก อย่าเพิ่งคิดว่า เมื่อเราปล่อยไปตามธรรมชาติแล้ว จะไม่มีความเสี่ยงเลย และประการสำคัญคือ อย่าให้ธรรมชาติ ถูกเบี่ยงเบนไปทำให้เกิดความเสี่ยงมากชึ้น

การคลอดโดยธรรมชาติ คือธรรมชาติที่สุดแล้ว เป็นวิธีพื้นฐานที่สุดในการดำรงเผ่าพันธ์เรามานับล้าน ๆ ปี มาปัจจุบัน ด้วยวิทยาการก้าวหน้าขึ้น การคลอดธรรมชาติโดยมีคนช่วยมีความปลอดภัยสูง ผลดีต่อแม่และเด็กมากมาย แม้จะมีการพัฒนาวิธีการอื่นๆ มากมาย การคลอดโดยธรรมชาติ ในทางการแพทย์ ก็ยังดีที่สุด และปลอดภัยที่สุดเพราะผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับล้านๆ ปี

แต่...ด้วยความคาดหวังของพ่อแม่ สังคม หรือด้วยปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ทำให้มีการเลือกที่จะผ่าตัดทำคลอดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การผ่าตัด ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าธรรมชาติ ไม่ว่าจะกล่าวอ้างอย่างไร การผ่าคลอด ก็ยังมีความเสี่ยงที่แม่เด็กจะเสียชีวิต 3 เท่าเมื่อเทียบกับการคลอดโดยธรรมชาติอยู่ดี และเมื่อฝืนธรรมชาติ ...ก็ควรต้องมีการยอมรับสิ่งที่จะตามมา..ไม่ว่าจะผลข้างเคียง แม้ว่าเราจำใจจะต้องผ่า เพราะเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็ตาม

คิดๆดู....เรากว่าจะเกิดมามีความเสี่ยงมากมาย ไหนจะตั้งแต่ตั้งครรภ์ ก็มีโอกาสแท้ง และเมื่อการตั้งครรภ์ผ่านไป ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงอีก 8% ที่เรียกว่า "การตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง" โดยเฉพาะถ้าแม่มีอายุมาก ก็จะประสบปัญหา "ความเสี่ยงในการคลอดของแม่อายุมาก" เพิ่มกว่าปกติ พอเกิดมาแล้ว โอกาสที่จะมีกรรมพันธ์บกพร่องอีกประมาณ 1 ใน 1000 รวมๆ แล้ว อาจจะกล่าวได้ว่า เราที่ครบ32สมองปกติ และเกิดจากการคลอดปกติที่ไร้ปัญหาเลย(ไม่ต้องผ่า) นี้เกิดมาได้เป็น หนึ่งในประมาณ 900 กว่าคน จาก 1000 การตั้งครรภ์

แต่...ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าความเสี่ยงทั้งหลาย จากการคลอดเอง ไม่ว่าจะปกติ หรือไม่ปกติ ก็ตาม ก็ยังเทียบไม่ได้ กับการอยู่ในสังคมที่มีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เสี่ยงที่จะเกิดการเป็นมะเร็งหรือเจ็บป่วยโรคร้ายแรงอื่น ๆ เสี่ยงที่ลูกเราจะโดนฆาตกรรม หรือเสียผู้เสียคน คิดดูเล่น ๆ สงกรานต์ปีนี้(แค่ 10วัน) มีคนตายกี่คน เมื่อเทียบกับการมีแม่ที่ตายคลอด ก็พอจะเห็นตัวอย่างได้

อะไรคือการผ่าท้องคลอด caesarian section

บางครั้ง คุณอาจเคยได้ยินหมอกล่าวกับพยาบาลว่า "เคสนี้สงสัยหัวติด น่าจะต้อง ซีซาร์ด่วน" ลองดูซิว่า คุณจะเข้าใจว่าอะไรบ้าง "หัวติด" หมายถึงความกว้างของหัวเด็ก มากกว่าความกว้างของอุ้งเชิงกราน หรือมีอะไรไปกันไม่ให้เด็กเอาหัวลงคลอดผ่านมาทางช่องคลอดปกติ (ซึ่งภาวะหัวติดนี้ เป็นภาวะที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจทำคลอดด้วยวิธีการผ่าออกมากที่สุด)

"ซีซาร์" ที่แพทย์หรือพยาบาลชอบใช้กัน ก็มาจากคำว่า "ซีซาเรียน เซ็คชั่น"ซึ่งก็คือการผ่าเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ทำไมต้องเป็นซีซาร์ จากหลักฐานและตำนานต่างๆ เชื่อกันว่า จักรพรรดิโรมันผู้ยิ่งใหญ่ คือ จูเลียส ซีซาร์ ถือกำเนิดมาด้วยวิธีนี้ (และมีนิยายเล่าขานว่า ตัวแม่ของเขาก็ปลอดภัย! อาจเป็นเลื่องเล่าลือ เพราะแค่เมื่อสมัย 100 กว่าปีมานี้ การผ่าคลอดก็เสี่ยงที่แม่จะตายถึง 80 กว่า % แล้ว ไม่ต้องพูดถึงสมัยสองพันกว่าปี) แต่ข้อมูลที่น่าจะอธิบายได้ดีกว่า คือแม่ของซีซาร์ เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มาร์ฟาน(marfan's syndrome) โรคกรรมพันธ์ซึ่งจะทำให้หญิงที่คลอดบุตรนั้นเสียชีวิตระหว่างคลอดบุตร ทำให้เชื่อว่า ซีซาร์ ถูกผ่าเอาออกมาจากท้องแม่ ก่อนที่แม่จะตายไป หรือเมื่อแม่เพิ่งจะตายไป


ข้อบ่งชี้ การตัดสินใจในการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง

การดำเนินไปของการคลอดหยุดชะงัก(เด็กไม่ลงมาอีกหลังจากลงต่ำมาระยะหนึ่ง)
เด็กมีอาการของการขาดออกซิเจน(fetal distress)
แม่มีปัญหาเช่น การตั้งครรภ์เป็นพิษ
เด็กแฝดหลายคน
ความผิดปกติของท่าการคลอดเช่น เด็กเอาเท้าลง
ใช้ยากระตุ้นคลอด หรือใช้เครื่องมือดึงเด็กไม่ออก
เด็กตัวใหญ่เกินไป
รกเกาะต่ำ (placenta previa) หรือรกลอกก่อนกำหนด
การติดเชื้อในมดลูก หรือช่องคลอดบางอย่าง
แม่ที่เคยมีการผ่าคลอดมาแล้ว
สำหรับแม่ที่มีการผ่าคลอดมาแล้ว เหตุผลที่ว่าทำไมต้องผ่าอีก เพราะในสมัยก่อน การผ่าคลอด จะทำในแนวตั้ง และกรีดเอากล้ามเนื้อของมดลูกทำให้มดลูกขาดความแข็งแรง เสี่ยงต่อการที่พอเบ่งเต็มที่ในการคลอดแล้วจะมดลูกแตกได้ แต่ปัจจุบัน เรามักผ่าในแนวนอนโคนมดลูก เหนือต่อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่อการหดตัวกล้ามเนื้อ เราจึงพบว่า แม่บางคน ผ่าคลอดในลูกคนแรก ก็สามารถคลอดปกติในลูกคนต่อไปได้

ความเสี่ยงของการผ่าคลอด

ข้อมูลจาก textbook เมื่อปี 1990 สิบปีมาแล้ว พบว่า จะมีผู้หญิงเสียชีวิต 1 ใน 2500 ครั้งของการผ่า เมื่อเทียบกับ 1 ใน 10000 ของการคลอดเอง ปัจจุบัน ตัวเลขลดน้อยลงมาก แต่ก็ยังเป็น 3 เท่าของการคลอดธรรมชาติ

ชนิดของการผ่า

classical วิธีโบราณ ผ่าตามแนวยาว ทำได้รวดเร็ว เด็กคลอดเร็ว มีพื้นที่เปิดหน้าท้องมากกว่า แต่ไม่นิยมทำกันในปัจจุบัน เพราะเสี่ยงต่อการที่ท้องต่อไปมดลูกแตก แผลไม่สวย เลือดออกมาก
ผ่าตัดส่วนล่าง นิยมในปัจจุบัน สามารถซ่อนแผลลงในกางเกงในได้
ผ่าพร้อมตัดมดลูกไปด้วย ในกรณีที่เกิดปัญหาของการคลอด เช่น รกเกาะต่ำ เกาะไปโดนเส้นเลือด ทำให้ตกเลือด เลือดออกไม่หยุด เอารกออกไม่ได้เพราะเกาะแน่น เป็นต้น
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน และด้วยข้อบ่งชี้ใด ๆ มีความเสี่ยงเสมอ สำหรับ ซีซาร์ ให้พร้อมรอรับ และรอรับสิ่งที่จะตามมาคือ การพักฟื้นที่ยาวนานกว่า การปวดแผลที่มากกว่า การคลอดปกติ (และเสียเงินมากกว่าด้วย)

ที่มา
http://www.thaihealth.net

ท้องนอกมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูก(ectopic pregnancy)

การตั้งครรภ์บริเวณอื่น เช่นปีกมดลูก หรือรังไข่ ถือเป็นภาวะที่น่ากลัวและต้องรักษาอย่างเร่งด่วน ในแพทย์ทั่วไป ถือว่าภาวะนี้เสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิดและเสียชีวิตได้


เหตุที่กล่าวว่าอันตรายเพราะ การตั้งครรภ์นอกมดลูกมักเป็นในสาว ๆ รุ่นๆเช่นนักเรียนที่แอบมีเพศสัมพันธ์และไม่ต้องการบอกให้ใครรู้ ดังนั้นหลายรายจะปฏิเสธว่าตัวเองประจำเดือนไม่หายจนมาอีกทีก็ช๊อค บางคนก็ไม่ปวดท้อง มาถึงก็ช๊อคเลยเพราะการเกาะของรกไปเกาะแถว ๆ รังไข่ หรือในช่องท้อง

ที่หนักกว่านั้นก็คือ ไปผ่านการทำแท้งหรือขูดมดลูกมาจากคลินิคเถื่อนโดยคิดว่ากำจัดหมดแล้ว แต่ไม่ได้ทำอัลตราซาวด์ดู หลายรายจึงพบว่าไปทำแท้งมาแล้ว แต่ตกเลือดจากตั้งท้องนอกมดลูก( ในโรงพยาบาลที่เคยอยู่ เจอทุกวัน)และมักปฏิเสธจนกระทั่งคาดคั้นถึงยอมรับ

การตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดจากไข่ที่ถูกผสมเกาะตัวอยู่นอกโพรงมดลูก ที่พบบ่อยคือ ที่ท่อรังไข่ แล้วเกิดการแตก ทำให้ตกเลือดในช่องท้อง มักพบในผู้หญิงที่เคยเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง มีการผ่าตัดของท่อรังไข่ หรือท่อรังไข่ผิดปกติมาแต่เกิด ทำให้ไข่ที่ถูกผสมไม่สามารถลงมาเกาะตัวอยู่ในโพรงมดลูกตามปกติ
พบได้ประมาณ 1 ใน 200 ของหญิงตั้งครรภ์
อาการ
ผู้ป่วยมักมีประวัติขาดประจำเดือน 1-2 เดือน หรือไม่ก็สังเกตว่าประจำเดือนมาผิดไปจากทุกครั้ง เช่น มากะปริดกะปรอยไม่มาก สีน้ำตาลคล้ำ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีอาการปวดเสียดในท้องน้อยขึ้นทันทีทันใด ปวดรุนแรงเป็นชั่วโมง อาจร้าวไปหลัง ถ้านอนหัวต่ำ อาจมีอาการปวดเสียวที่หัวไหล่
ต่อมาผู้ป่วยมีอาการเป็นลม เหงื่อออก ตัวเย็น
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจมีเพียงอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง ร่วมกับประจำเดือนกะปริดกะปรอย
สิ่งตรวจพบ
ซีด กระสับกระส่าย ชีพจรเบา ความดันต่ำ อาจกดเจ็บหรือคลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อย
ในรายที่เป็นเรื้อรังอาจตรวจไม่พบอาการชัดเจน ทำให้คิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ ก้อนถุงน้ำของรังไข่ (ovarian cyst) หรือแท้งบุตรได้
อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้ปีกมดลูกอักเสบ ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือเป็นหมัน
ที่สำคัญคือ เกิดการตกเลือดในช่องท้องจนช็อกถึงตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
การรักษา
ถ้าสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีภาวะช็อกควรงดน้ำและอาหารและให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจภายในช่องคลอด เจาะเลือด ตรวจดูระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) ซึ่งย่อมาจาก (human chorionic gonadotropin) อาจต้องตรวจอัลตราซาวนด์ หรือใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscope) ถ้าเป็นจริงก็ต้องรีบให้เลือด และทำการผ่าตัดทันที
ข้อแนะนำ
1. ถ้าพบผู้หญิงที่มีอาการเป็นลมหรือปวดท้อง ควรถามประวัติที่เกี่ยวกับประจำเดือนทุกราย (แม้ว่าจะไม่ได้ประวัติการแต่งงานอย่างเป็นทางการก็ตาม) ถ้ามีอาการประจำเดือนขาดหรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย อาจมีสาเหตุการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
2. การรักษาโรคนี้มีวิธีเดียวคือ การผ่าตัด หลังผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ที่ปกติได้ ถึงแม้มีโอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลงก็ตาม
* ผู้หญิงที่ปวดท้องรุนแรงและประจำเดือนขาด อาจเป็นโรคตั้งครรภ์นอกมดลูก

ภาวะครรภ์เป็นพิษ(toxemia of pregnancy)

ครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of pregnancy)

ครรภ์เป็นพิษ หมายถึง ภาวะผิดปกติที่พบในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งประกอบด้วยอาการ 3 ประการร่วมกัน ได้แก่ อาการบวม, ความดันโลหิตสูง และตรวจพบสารไข่ขาวในปัสสาวะ
โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของหญิงตั้งครรภ์ มักมีอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือนขึ้นไป จนกระทั่งหลังคลอด 1 สัปดาห์
ครรภ์เป็นพิษยังแบ่งเป็น พรีอีแคลมป์เชีย (preeclampsia) ซึ่งมีเพียงอาการบวม ความดันโลหิตสูง และมีสารไข่ขาวในปัสสาวะ ไม่มีอาการชักหรือหมดสติ, กับอีแคลมป์เชีย (eclampsia) ซึ่งจะมีอาการชักหรือหมดสติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงตายได้ โดยทั่วไปประมาณร้อยละ 5 ของครรภ์เป็นพิษชนิดพรีแคลมป์เชียอาจกลายเป็นชนิดอีแคลมป์เชีย
หลังจากคลอดแล้วอาการของครรภ์เป็นพิษจะค่อยๆ หายไปได้เอง

สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัด มักพบในครรภ์แรก, ครรภ์แฝด, ครรภ์ไข่ปลาอุก และในผู้หญิงที่เคยเป็นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไตอยู่ก่อน

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ ตามัว คลื่นไส้อาเจียน ปวดตรงใต้ลิ้นปี่ บวมตามมือตามเท้าและใบหน้า
ในรายที่เป็นพรีอีแคลมป์เชียระยะรุนแรง จะพบความดันโลหิตสูงเกิน 160/110 มิลลิเมตรปรอท อาจมีภาวะเม็ดเลือดแดงตก, เอนไซม์ตับขึ้นสูง และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (เลือดออกง่าย) อาจมีอาการปวดตรงลิ้นปี่รุนแรง เนื่องจากมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มตับ
ในรายที่เป็นอีแคลมป์เชีย จะมีอาการชักหรือหมดสติ ซึ่งอาจเกิดก่อนคลอด ขณะคลอด หรือภายใน 1 สัปดาห์หลังคลอด

สิ่งตรวจพบ
ความดันโลหิตช่วงบน (ซิสโตลี) > 140 มิลลิเมตรปรอท หรือช่วงล่าง (ไดแอสโตลี) >90 มิลลิเมตรปรอท (ถ้าช่วงบน > 160 มิลลิเมตรปรอท หรือช่วงล่าง > 110 มิลลิเมตรปรอท ก็ถือว่ารุนแรง)
เท้าบวม กดมีรอยบุ๋ม
อาจตรวจพบภาวะซีด จ้ำเขียว เลือดออก
นอกจากนี้ ยังตรวจพบรีเฟลกซ์ของข้อไว (hyperreflexia) หรือภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ซึ่งใช้เครื่องฟังปอดจะได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation)
ตรวจปัสสาวะพบสารไข่ขาว (albumin) ซึ่งถ้ายิ่งมีมาก (ขนาด 3+ หรือ 4+) ก็ถือว่ายิ่งรุนแรง
การตรวจเลือดอาจพบเอนไซม์ตับ (เอแอลที=sgot) และสารบียูเอ็นรวมทั้งครีอะตินีนสูงขึ้น(BUN,Cr)



อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด เด็กคลอดตัวเล็ก เลือดออกในสมองของหญิงตั้งครรภ์
บางรายอาจมีภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือตับอักเสบ (ดีซ่าน) แทรกซ้อน
ในรายที่เป็นครรภ์เป็นพิษชนิดร้ายแรง หรืออีแคลมป์เชีย (มีอาการชัก หมดสติ) มีอัตราตายได้ถึงร้อยละ 10-15

การรักษา
1. หากสงสัยควรแนะนำไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะ
ในรายที่เป็นไม่มาก ไม่จำเป็นต้องพักโรงพยาบาล ควรแนะนำให้นอนพักที่บ้านให้เต็ม
ที่ทั้งวัน (การนอนพักจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังสมอง หัวใจ ตับ ไต และรกได้ดี อาการของโรคอาจทุเลาได้) และนัดผู้ป่วยมาตรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือทุกๆ 2 วัน หรือส่งพยาบาลไปเยี่ยมบ้าน เพื่อประเมินอาการทุกวัน
ถ้าไม่ดีขึ้น หรือความดันช่วงบน > 140 หรือ ช่วงล่าง > 90 มิลลิเมตรปรอท หรือมีปัญหาไม่สามารถติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้ผู้ป่วยนอนพักให้เต็มที่ ทำการตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจรีเฟลกซ์ของข้อ, ตรวจดูสารไข่ขาวในปัสสาวะ และฟังเสียงหัวใจทารกบ่อยๆ นอกจากนี้ยังต้องตรวจเลือด (ดูจำนวนเกล็ดเลือด, อิเล็กโทไลต์, บียูเอ็น, ครีอะตินีน, เอนไซม์ตับ) ทุก 1-2 วัน
ถ้าพบว่ามีความดัน > 160/110 มิลลิเมตปรอท จะให้ยาลดความดัน เช่น ไฮดราลาซีน (hydralazine) 5-10 มิลลิกรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือให้อมไนเฟดิพีน 10 มิลิกรัม ไว้ใต้ลิ้น ควรควบคุมให้ความดันช่วงล่างอยู่ระหว่าง 90-100 มิลลิเมตรปรอท (ถ้าลดต่ำกว่านี้อาจทำให้รกขาดเลือดไปเลี้ยงได้) ห้ามให้ยาลดความดันกลุ่มยาต้านเอช เพราะอาจทำให้ทารกพิการ และมารดาไตวายได้ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาขับปัสสาวะโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงรกได้ไม่ดี (ยกเว้นในรายที่มีปัสสาวะออกน้อยเนื่องจากไตวาย อาจให้ฟูโรซีไมด์)
ถ้าเป็นมาก อาจฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต (magnesium sulfate) เพื่อป้องกันอาการชักและลดความดัน
เมื่อครรภ์ใกล้กำหนดคลอด (มากกว่า 34 สัปดาห์) ควรหาวิธีทำให้เด็กคลอด โดยการใช้ยากระตุ้น หากไม่ได้ผลอาจต้องทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
2. หากมีอาการชัก ให้ฉีดไดอะซีแพม 5-10 มิลลิกรัม เข้าหลอดเลือดดำ แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน แพทย์จะฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต หรือไดอะซีแพม ควบคุมอาการชัก และรีบทำการคลอดเด็ก หลังคลอดอาจต้องให้ยาป้องกันการชักต่อไปอีก 1-7 วัน

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้สามารถให้การดูแลรักษาให้ปลอดภัยได้ทั้งมารดาและเด็กในครรภ์ ถ้ามีการตรวจพบตั้งแต่เริ่มเป็น ดังนั้นจึงควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ หมั่นชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะ ถ้าพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรแนะนำไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
2. ในการฝากครรภ์ ควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์สังเกตอาการปวดศีรษะ ตามัว หรือบวมตามหน้าหรือมือด้วยตนเอง หากพบก็ให้รีบกลับมาตรวจก่อนนัด
3. ถ้าพบอาการครรภ์เป็นพิษในระยะแรกๆ (ก่อนอายุครรภ์ 5 เดือน) ควรสงสัยว่าเป็นครรภ์ไข่ปลาอุก

ชุดคลุมท้องสไตล์ไหน ใส่แล้วสวย

เลือกชุดคลุมแบบไหนที่ใส่แล้วสวย และยังเข้ากับรูปร่างและขนาดท้อง

ชุดคลุมตามขนาดท้อง
ท้องอ่อน ไตรมาส 1 ช่วงท้องเล็กหรือแทบจะมองไม่เห็นนี้ ในความเข้าใจของแม่หลายๆ คนมักมองว่าใส่อะไรก็ได้ คงไม่มีเทคนิคมากมาย แต่อันที่จริงแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องระวัง คุณหมอจึงมักแนะนำว่าพยายามอย่าทำกิจกรรมอะไรมากนัก เดี๋ยวจะกระทบกระเทือนต่อท้องอ่อนๆ นี้ได้ การใส่ชุดคลุมท้องก็เช่นกัน ให้คุณแม่พยายามใส่ชุดหรือกางเกงที่ไม่รัดตรงหน้าท้องมาก แต่ใส่แบบไหนก็สวยได้ทั้งนั้น เพราะช่วงนี้ร่างกายยังไม่ขยายหรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายค่ะ

ท้องกลาง ไตรมาส 2 ท้องนี้ช่วงล่างอย่างสะโพก ก้น ท้อง เริ่มขยาย ส่วนไหล่ แขน ยังไม่ค่อยขยายออกมากนัก จะมีบางคนที่เริ่มใหญ่ขึ้นบ้างเล็กน้อย ฉะนั้นการเลือกเสื้อผ้าจึงต้องคำนึงถึงร่างกายส่วนล่างที่เริ่มขยายกว่าเดิม อย่างกางเกงควรเลือกแบบคนท้อง คือมีขอบขยายด้วยยางยืด เน้นกางเกงที่รองรับขนาดท้อง และต้องรัดตรงใต้ท้อง อย่าใช้กางเกงที่รัดหน้าท้อง ส่วนชุดกระโปรงเลือกใส่แบบไหนก็ได้

ท้องเป่ง ใกล้คลอด ไตรมาส 3 ช่วงนี้อะไรๆ ก็ดูใหญ่ไปหมด ทั้งท้อง สะโพก แขน ขา การเลือกใส่ชุดคลุมท้องช่วงนี้จึงควรหาชุดคลุมสไตล์บอลลูน (คือกระโปรงที่มีการจับชายด้านล่าง) ส่วนเสื้อพยายามหาแบบที่มีการจับจีบใต้อก จะช่วยให้อำพรางรูปร่างอ้วนๆ ให้ดูผอมลงได้ และไม่อึดอัดมากค่ะ

เตี้ยอ้วน
สำหรับคนเตี้ย และเจ้าเนื้อค่อนข้างไปทางอ้วน ควรเลือกใส่เลคกิ้ง เน้นสีเข้มเพื่ออำพราง เช่น ดำ เทา ขี้ม้า และเลือกใส่เสื้อตัวยาวให้คลุมปิดช่วงก้นและสะโพก จะเป็นแขนสั้นหรือแขนยาวก็ได้

เตี้ยบาง
คนเตี้ยตัวเล็กใส่อะไรก็ได้ แต่ถ้าต้องการใส่แล้วดูสูงดูดี ควรใส่กางเกงขาสั้น แต่เป็นแบบสำหรับคนท้องเพื่อช่วยให้ขาวดูยาวขึ้น สำหรับเสื้ออาจจะใส่เสื้อยืดหรือใส่ได้เกือบทุกแบบ แต่ถ้าเป็นเสื้อยืดไม่ควรใส่เสื้อรูปคอตัวยู ไม่เหมาะกับเสื้อแขนกุด แต่ถ้าเป็นแขนตุ๊กตาหรือแขนเต่อน่าจะเหมาะกว่า

ผอมสูง
คนผอมสูงจะสามารถใส่เสื้อได้เกือบทุกแบบไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพียงแค่ระวังเรื่องการเลือกเสื้อ ไม่ควรใส่เสื้อที่เน้นตรงคอ เพราะจะเห็นกระดูกอันผอมๆ ดูไม่สวย และไม่เน้นหน้าอก นอกนั้นสามารถนำมาใส่ได้

คุณแม่ที่มีสิวผิวเข้ม คล้ำ ก็มักมีปัญหาเรื่องสีเสื้อว่า ถ้าฉันใส่สีนี้ จะกลายเป็นกาคาบพริกหรือเปล่า ที่จริงคนผิวคล้ำก็มีโอกาสใส่เสื้อสีได้ค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่เพียงไม่กี่สี แต่พยายามเน้นโทนอ่อนๆ เข้าไว้ อย่างคุณแม่อยากใส่สีชมพู ก็ได้แต่เป็นชมพูอ่อน และให้มีสีอื่นมาเบรกความแรงของสีนั้น เช่น สีขาว เป็นต้น ก็จะเป็นขาวชมพู สีเขียว ก็เป็นเขียวชมพู อาจจะเบรกที่ตรงขอบคอ ขอบแขน แต่ไม่ใช่เป็นลายทาง

"ตั้งท้อง"ก็"เซ็กซี่"ได้

ตอนเริ่มตั้งท้องความรู้สึกของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองสวย ในช่วง เก้าเดือน ทั้งๆที่ไม่แต่งหน้า เสื้อผ้าเลือกให้เหมาะ กับเรา เป็นคนตัวเล็ก พอท้องก็ไม้แตกต่างเท่าไหร่แต่มั่นใจในความสาวของตัวเองมาก ทั้งๆที่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองสวยเลยในอดีต จำได้ว่าเริ่มท้องประมาณหกสัปดาห์ ไปเที่ยวภูเก็ต ยังใส่บิกินี เดินโชว์ อย่างภาคภูมิใจ ว่า "ไอ แอม มัม นาว" มี่ผู้หยิงไม่น้อยที่มีความรู้สึกอย่างเรา คือ สวยเป็นพิเศษในช่วงท้อง
ลองอ่านบนความข้างล่างดูค่ะ

"ใครว่าตอนตั้งครรภ์สาวๆจะหมดสวย ไม่จริ๊ง...ไม่จริง งานนี้ "หนิง" ศรัยฉัตร กุญชรฯ จีระแพทย์ เลยจัดเวิร์กช็อป "บี เทรนด์ มัมส์ บาย ชาร์ลอตส์ มาเทอร์นิตี้" ขึ้น

เพื่อให้คุณแม่ยุคใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ได้มาอัพเดทเทรนด์เสื้อผ้าสำหรับคนท้องให้ฟังกัน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้อย่าง "นิกกี้" ปณิธี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา "เกด" นารากร โลหะชาละ "ลอล่า" ศศิธร วัฒนกุล "ตุ๊ก" ชนกวนันท์ วัชรคุณ "น้ำฝน" วรรณวลัย โปษยานนท์ "หนิง" กมลา กำภู ณ อยุธยา กชกร กุญชร ณ อยุธยา และทัศนวดีอิงคะวัต มาร่วมอัพเดทเทรนด์ในครั้งนี้ด้วย

"หนิง" ศรัยฉัตร เผยถึงเทรนด์ชุดสำหรับคนท้องว่า ตอนนี้ที่ต่างประเทศคนท้องกำลังฮิตเนื้อผ้าแบบสม็อคกัน เพราะใส่สบายและไม่รัดตัวจนเกินไป สมัยนี้หมดยุคที่จะใส่ชุดคลุมท้องที่อำพรางตัวกันแล้ว นอกจากนี้เทรนด์ชุดคนท้องที่เป็นสีดำ ก็กำลังมาแรงเหมือนกัน เพราะเป็นชุดที่ทุกคนลงความเห็นว่าไม่ว่าจะอยู่ในช่วงไหนก็ดูเซ็กซี่ทุกครั้ง

"สำหรับชุดคลุมท้องสีดำ หนิงว่าเป็นเรื่องเศร้ามากที่คนไทยมักจะยึดติดกับค่านิยมเก่าๆ ที่ว่าพอตั้งท้องแล้วไม่ควรจะใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีมืดๆ จะสื่อถึงความไม่สดใส แต่ชาวต่างชาติเขาไม่ถือเรื่องนี้ เขากลับเห็นว่าชุดคลุมท้องสีดำ เวลาใส่ออกงานแล้วจะยิ่งทำให้พวกเขาดูเซ็กซี่มากขึ้น ชุดเดรสบางครั้งก็ยังมีผ้าคาดเพื่อให้เห็นว่าท้องนะไม่ได้อ้วน หรืออาจจะใส่เสื้อคาดิแกนทับชุดเดรสก็ดูเก๋ไปอีกแบบ

นอกจากนี้เสื้อเกาะอกสำหรับคนท้องก็กำลังได้รับความนิยมเหมือนกันเนื่องจากทุกส่วนของร่างกายคุณแม่ไม่มีอะไรจะให้โชว์แล้ว เพราะใหญ่ไปหมด ก็คงเหลือแต่ไหล่ที่ยังพอจะโชว์ให้ทุกคนเห็นได้นั่นเอง แล้วถ้าเรานำเสื้อเกาะอกมาใส่กับกางเกงขาสั้นซึ่งเหมาะกับซัมเมอร์มากๆ ก็จะเป็นชุดแคชชวลที่สบายๆ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงท้องก็ออกงานมากขึ้น ดังนั้นชุดเดรสยาวเพื่อคนท้องก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกันแล้วด้วย" หนิง กล่าว

ไม่เพียงแต่เป็นการเวิร์กช็อปเท่านั้น เหล่าเซเลบริตี้ยังได้ร่วมบริจาคเสื้อผ้าคนท้อง หรือเสื้อผ้าตัวใหญ่ให้แก่ "เม" เมทินี พงศ์เวช ผอ.สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี หน่วยงานที่ดูแลบ้านพักฉุกเฉิน ซึ่ง เม กล่าวว่า ชุดคนท้องเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับที่นี่ เพราะแต่ละปีจะมีผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ดูแลมากถึง 150 -160 คนต่อปี ดังนั้นชุดคลุมท้องจึงมีความจำเป็นอย่างมาก และดูเหมือนยังไม่มีใครนึกถึงมากนัก ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนคุณแม่ที่ตัดสินใจว่าจะไม่มีท้องอีกแล้ว ร่วมกันบริจาคชุดคลุมท้องให้แก่ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน เพื่อเป็นการทำบุญไปอีกทางหนึ่งด้วย " จากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก

วิธีแก้ท้องลาย

หน้าท้องลาย เกร็ดความรู้มีวิธีแก้ท้องลาย

สาเหตุของท้องลายกรือสะโพกลายเกิดจาก การยืดของผิวหนังอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ มีทั้งที่พบได้ในภาวะปกติ และในคนที่เป็นโรค เช่น หญิงตั้งครรภ์, หญิงให้นมบุตร, คนที่อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว, ในวัยรุ่น (อยู่ในช่วงอายุ 9-13 ปี) ที่มีการเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว คนที่เป็นโรค Cushing's และ Marfan syndromes ผู้ป่วย เบาหวาน และการใช้ยาทา หรือรับประทานที่มีส่วนประกอบของสเตีรอยด์นานเกินไป

วิธีรักษา ถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์หลังคลอดบุตรแล้วอาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่อาจป้องกันด้วยการทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ โอกาสเกิดก็จะน้อยลง ส่วนในคนที่อ้วน ถ้า ลดน้ำหนัก ลงมารอยแตกลายงาก็จะน้อยลง ที่สำคัญอย่าใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนานจนเกินไป และต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

การรักษา ด้วยการใช้ยาทาที่ประกอบด้วย กรดวิตามินเอ เช่น tretinoin ทำให้อาการของโรคนี้ดีขึ้น และข้อแนะนำ คือ ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รูปร่างดีและแข็งแรงด้วย

เคล็ดลับอีกอย่างคือ ทา baby oil หลังอาบน้ำทุกครั้ง เมือเริ่มตั้งท้อง ช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ จากประสบการตรง หลังคลอด ท้องไม่ลาย ยังใส่บิกินิได้เหมือนเดิม

อาการแพ้ท้องและวิธีแก้ไข

เมื่อคุณแม่เริ่มรู้สึกว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกชีวิตหนึ่งกำลังเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์อย่างช้าๆ เชื่อว่า ความรู้สึกของคุณแม่ต้องมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ควบคู่กับความสุข คือ ความเบื่อหน่ายกับการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาการหรือภาวะที่ไม่พึงประสงค์ของการตั้งครรภ์ซึ่งมีอยู่หลายอาการด้วยกัน และเกิดขึ้นได้แทบจะทุกระยะของการตั้งครรภ์เลยทีเดียว ในที่นี้จะกล่าวถึงอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่คุณแม่บางท่านอาจจะต้องเผชิญเป็นด่านแรกของการตั้งครรภ์ และอาจจะรู้สึกหงุดหงิด รำคาญอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะอาการดังกล่าวมักสร้างความรู้สึกไม่สบายให้ว่าที่คุณแม่แทบจะทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา

อย่างไรก็ตามอาการแพ้ท้องอาจจะไม่ได้เกิดกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคน แต่หากท่านเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องประสบกับอาการนี้ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป เพราะอาการแพ้ท้องเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย เพียงแต่ต้องทำความ เข้าใจรายละเอียดของอาการแพ้ท้องอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ สาเหตุของการเกิดอาการแพ้ท้องว่าเกิดจากเหตุใด ลักษณะอาการแพ้ท้องที่ปรากฏ ตลอดจนวิธีการป้องกันการเกิดอาการแพ้ท้อง ทั้งนี้สิ่งที่ควรทราบ คือ อาการแพ้ท้องไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด เพราะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ทารกยังพึ่งอาหารจากคุณแม่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะใช้อาหารที่สะสมในตัวทารกเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะสามารถปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ เพราะหากเกิดอาการแพ้มาก และเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายคุณแม่และทารกในครรภ์ได้เช่นกัน แต่โดยปกติแล้วอาการดังกล่าวไม่ใช่อาการถาวร จะหายได้เองเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 (ประมาณ 14 – 16 สัปดาห์) หลังจากผ่านพ้นระยะนี้คุณแม่ก็คงจะรู้จักแต่คำว่า หม่ำ หม่ำ หม่ำ จนอาจจะรั้งไว้ไม่อยู่เป็นแน่


อาการแพ้ท้อง


อาการแพ้ท้อง เป็นภาวะที่เกิดได้กับว่าที่คุณแม่หลายๆท่านที่เริ่มตั้งครรภ์ โดยมากมักปรากฏอาการบ่อยในช่วงเช้า จึงมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Morning Sickness แต่อาการแพ้ท้องไม่ได้เป็นตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ กล่าวคือ ส่วนใหญ่มักจะปรากฏอาการในช่วง 2- 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์และโดยมากอาการมักจะค่อยๆดีขึ้นและหายไปเองในที่สุดเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 (ประมาณ 14 -16 สัปดาห์ )

สาเหตุที่แน่นอนของการเกิดอาการแพ้ท้องนั้น ยังไม่มีใครทราบว่าเกิดจากอะไร แต่ทางการแพทย์เชื่อว่า อาการแพ้ท้องน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่มีชื่อว่า HCG ( Human Chorionic Gonadotropin) ในร่างกาย หากว่าที่คุณแม่มีปริมาณฮอร์โมน HCG ในระดับสูงก็จะส่งผลให้เกิดอาการแพ้ท้องมากตามไปด้วย นอกจากนี้ภาวะจิตใจและอารมณ์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการแพ้ท้องค่อนข้างมากเช่นกัน คุณแม่ที่มีสภาพจิตใจและอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย มักจะมีอาการ แพ้ท้องมากและรุนแรงกว่าคุณแม่ที่มีจิตใจเข้มแข็ง เนื่องจากคุณแม่ที่มีอารมณ์อ่อนไหวมักจะต้องการการดูแล เอาใจใส่จากคนรอบข้างมากกว่าปกติ

ลักษณะอาการแพ้ท้อง ที่เกิดขึ้นมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง เช่น อาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน พะอืดพะอม เหม็นเบื่อสิ่งต่างๆ น้ำหนักลด ปัสสาวะมี สีเข้ม บ้วนน้ำลายตลอดเวลา ฯลฯ

วิธีป้องกันอาการแพ้ท้อง มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีคงไม่ยากเกินความสามารถของคุณแม่แต่ละท่านอย่างแน่นอน แต่วิธีป้องกันอาการแพ้ท้องที่ได้ผลดีและสำคัญที่สุด คือ บุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกในครอบครัวต้องให้ความรัก ความเข้าใจ และเอาใจใส่ว่าที่คุณแม่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ว่าที่คุณแม่เกิดความรู้สึกอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ หรือรู้สึกว่าตนเองต้องตั้งครรภ์อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องให้น้อยลงได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามอาการแพ้ท้อง หายได้เองโดยไม่ต้องรับประทานยาให้วุ่นวาย เพียงแต่ว่าที่คุณแม่ลองปฏิบัติตาม 13 เคล็ดไม่ลับ ดังนี้

1. รับประทานอะไรก็ตาม ให้รับประทานในปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้ง
2. ขณะรับประทานอาหารไม่ควรรับประทานแบบข้าวคำน้ำคำ เพราะจะทำให้รู้สึกอยากอาเจียน
3. ก่อนนอนพยายามรับประทานอะไรก็ได้ที่กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก เช่น นมโยเกริ์ต ขนมปัง เพื่อป้องกันอาการแพ้ท้องหลังตื่นนอนตอนเช้าวันรุ่งขึ้น
4. หลังจากตื่นนอน ไม่ควรรีบลุกพรวดพราด เพราะจะทำให้คลื่นไส้ได้ง่าย
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีเครื่องเทศ อาหารทอด เพราะอาหารประเภทนี้ย่อยยาก
ไม่ควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทันที เพราะแปรงสีฟันที่แหย่เข้าไปในปากอาจทำให้รู้สึกอยากอาเจียนได้
5. พยายามอยู่ในบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ่ายเทสะดวก ไม่อับ
หากกลิ่นของอาหารร้อนๆทำให้รู้สึกคลื่นไส้ ให้ลองเปลี่ยนมารับประทานอาหารเย็นๆ ดูบ้าง
ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม. พยายามดื่มน้ำขิงดูบ้าง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้บ้าง
6. พยายามอย่าเครียด หรือวิตกกังวลมากเกินไป
7. รับประทานวิตามิน และเกลือแร่โดยต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
8. สมาชิกในบ้าน โดยเฉพาะสามีต้องให้ความรัก และเอาใจใส่ว่าที่คุณแม่อย่างสม่ำเสมอ

หากปฏิบัติได้ทั้งหมด เชื่อว่าอาการแพ้ท้องของว่าที่คุณแม่คงจะไม่รุนแรงจนเกิดความรู้สึกไม่อยากตั้งครรภ์อีกเป็นครั้งที่ 2 เป็นแน่
http://www.pooyingnaka.com/

Nov 25, 2009

ตั้งชื่อลูก

คนเกิดวันเสาร์ อักษรที่เป็นกาลกิณีคือ ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ ครับ ลองเลือกชื่อดูที่ไม่มีอักษรเหล่านี้
คุณเกิดวันศุกร์ อักษรที่เป็นกาลกิณี คือ ย ร ล ว ครับ ถ้าตั้งชื่ออย่าให้มีอักษรทั้ง 4 ตัวนี้
คนเป็นพ่อค้า
ชื่อควรให้มีเมตตานำหน้า คือศรี อักษรที่เป็นศรีมี จ ฉ ช ซ ฌ ญ
ตามด้วยความมีอุตสาหะ อักษรที่มีอุตสาหะคือ ด ต ถ ท ธ น
ตามด้วยมูละ คือมีรากฐานดี อักษรทีเป็นมูละคือ ฏ ฎ ฐ ฑ ฒ ณ

ตัวอย่างชื่อและความหมาย


ปุณยวีร์ แปลว่า ผู้กล้าทำความดี,ผู้เพียรทำความดี

ปัญจานันท์ แปลว่า ความยินดี 5 ประการ, ความปิติ 5 ประการ

ความยินดีความปิติ 5 ประการ มีดังนี้เป็นเหตุ
1. ความปิติยินดีจากการให้ทานด้วยศรัทธา
2. ความปิติยินดีจากการให้ทานด้วยความเคารพ
3. ความปิติยินดีจากการให้ทานตามกาล
4. ความปิติยินดีจากการให้ทานโดยมีจิตอนุเคราห์
5. ความปิติยินดีจากการให้ทานโดยไม่กระทบตนและกระทบผู้อื่น

ภัทรปภา แปลว่า แสงสว่างอันประเสริฐ

มิรินทร์กัญ แปลว่า หญิงงามที่ไม่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ (มิ = ไม่ , รินทร์ = ผู้เป็นใหญ่ , กัญ = หญิงสาว)

มญชิตานันต์ แปลว่า ประดับชัยชนะมากล้น , พิชิตความงามมากมาย (คำว่า"มญ" ไม่ค่อยมีใครใช้เพราะเป็นคำย่อ)

มญชุ์ณภัทร์ แปลว่า ผู้งามอยู่ในความเจริญ

ภูมณภัฏฐ์ แปลว่า ข้าของแผ่นดิน,ทหารของแผ่นดิน

ภูมนภัฏฐ์ อ่านว่า พู-มน-พัด แปลว่า ทหารผู้ยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน

ภูมภณัฏฐ์ แปลว่า นักปราชญ์ของแผ่นดิน

พรณิพา แปลว่า ผู้ขอพร

พชรพล แปลว่า ผู้มีกำลังแข็งแกร่งดุจเพชร

ภัสร์ชญมณทร์ แปลว่า ผู้มีรัศมีความรู้เป็นเครื่องประดับ

ภัชพิชชา แปลว่า ผู้แยกแยะความรู้

ภัชกุล แปลว่า สกุลผู้รู้จักจำแนกแยกแยะ

มณฑวรรณ แปลว่า สีของเครื่องประดับ

พัชญ์อรวีร์ แปลว่า ผู้กล้าหาญหญิงที่อยู่ในกรอบ, หญิงงามผู้กล้าหาญที่อยู่ในกรอบ

พริสา แปลว่า พรจากพระอิศวร

เปมรัมภา แปลว่า นางฟ้าแห่งความรัก

ภัครัมภา แปลว่า นางฟ้าผู้เจริญ นางฟ้าผู้โชคดี

ภัคควตา แปลว่า ผู้โชคดี

บุญวิวัฒน์ แปลว่า ผู้เจริญรุ่งเรืองในความดี ผู้เจริญ

ผกาภรณ์ แปลว่า มีดอกไม้เป็นเครื่องประดับ

บุญชนก แปลว่า ความดีของพ่อ

บุญยทัต แปลว่า ผู้ให้ความดี , ความดีให้มา

วิภาดา แปลว่า แสงสว่าง ,ผู้รู้แจ้ง,เห็นแสงสว่าง

ปณัฐฐา แปลว่า ผู้อยู่ในความรอบรู้,ผู้เป็นนักปราชญ์

ภควรัญชญ์ แปลว่า ครูผู้รอบรู้สิ่งอันสุดประเสริฐ (หมายถึง พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบรมครู)

ภาวิกา แปลว่า ผู้มีความเจริญ ,ผู้ได้รับการอบรมแล้ว

ภคณัฏฐา แปลว่า ปราชญ์ผู้เจริญ

ภคธีมา แปลว่า ผู้ปราดเปรื่องอันประเสริฐ

ภคพิชญา แปลว่า ผู้รอบรู้อันประเสริฐ

ภัคพิชชา แปลว่า ผู้มีความรู้อันประเสริฐ

พุทธิตา แปลว่า ผู้ปราดเปรื่องแจ่มแจ้งดีแล้ว

พิชญ์สินี แปลว่า นางงามผู้รอบรู้

พิชญาภา แปลว่า ผู้มีความรู้อันรุ่งเรือง

พีรพัฒน์ แปลว่า ผู้กล้าหาญที่เจริญ,นักรบผู้เจริญ

ปรรณนภัส แปลว่า ปีกแห่งฟ้า,ปีกแห่งสวรรค์

ตั้งชื่อลูกน้อย

• ตั้งชื่อลูกรัก ตามชื่อคุณพ่อและคุณแม่
• ตั้งชื่อลูกรัก ตามความหมายมงคล (ความงาม, ความดี, เงินทอง, ความรู้)
• ตั้งชื่อลูกรัก ตามวันเกิด

ตัวอย่างชื่อและความหมาย

กชกร แปลว่า มือที่เป็นดอกบัว คือกระพุ่มมือไหว้ ,ว่าเป็นผู้อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ

กฤชภร กฤช แปลว่า อาวุธโบราณชนิดหนึ่ง ลักษณะคดโค้ง เป็นอาวุธของกษัตริย์
หรือของชนชาติชวา ในที่นี้คืออาวุธ ภร แปลว่า ค้ำจุน,อุ้มชู รวมกัน แปลว่า ผู้มีอาวุธคอยค้ำจุนช่วยเหลือ

กรรญดา แปลว่า เปรียบดังนักปราชญ์

กฤษวัต เขียนให้ถูกต้อง ต้องเป็น กฤตวัต ครับ แปลว่า ผู้ทำหน้าที่, ผู้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว

กุลธร แปลว่า ผู้ดำรงวงสกุล,ผู้สืบสกุล,ผู้สืบสันดาน,ผู้รักษาสกุล,ผู้สืเชื้อสายบ

ขนัญตรี มาจาก ขน + อัญ + ตรี แปลว่า ผู้แบกความรู้สามประการ

คัมภีรภาพ แปลว่า ลึกซึ้ง,สุขุม

กษิเดช แปลว่า อำนาจของแผ่นดิน หรือกำลังของแผ่นดิน

กฤติภรณ์ = ผู้สร้างเครื่องประดับกาย ผู้มีความสำเร็จประดับตน

กานตกิรตา แปลว่า ผู้มีเกียรติอันงดงาม (กิรติ มาจากคำว่าเกียรติ แต่คำว่า กิรตา ซึ่งเป็นคำบาลีนี้

คุลิกา แปลว่า ไข่มุก

กฤชภานุช ชื่อนี้มาจาก กฤช +ภา+ นุช (กฤช แปลว่า สิ่งทีพึงกระทำ)(ภา แปลว่า รัศมี,แสงสว่าง) (นุช แปลว่า น้องนาง)
รวมกันแปลว่า สตรีผู้มีการกระทำอันเจิดจ้า
นาทย์ แปลว่า ผู้ยินดี,ผู้อิ่มเอิบ

ธีร์ แปลว่า นักปราชญ์ ,ฉลาด ,มีปัญญา (มาจากคำว่า"ธีร)

ทัชชกร แปลว่า ผู้กระทำการให้ ,ผู้มีแต่ให้

บูชิตา เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า บูชิต (บูชิตะ) แปลว่า บูชาแล้ว

โบริกา มาจากคำว่า บริจาริกา แปลว่า สตรีผู้มีหน้าที่ปฏิบัติและรับใช้พระมหากษัตริย์ครับ ปกติใช้รวมกับคำว่า ราช+โบริกา เป็นราชโบริกา

ปภาโส เป็นคำบาลีครับ เป็นฉายา ของพระ ทีนิยมตั้งกัน แปลว่า ผู้มีแสงสว่าง

ปุญญะ เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า บุญ ครับ แปลว่า เครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

เพียงฝัน แปลว่า สมหวังตามที่ต้องการ หรือ แค่ตามที่ตั้งใจอยากจะได้ พอตามที่ตั้งหวัง

พัสวีพิชญ์ เป็นสองคำมารวมกัน คือ พัสวี + พิชญ์ (พัสวี แปลว่า มีทรัพย์ พิชญ์ แปลว่า ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้) ดังนั้น แปลว่า ผู้มีปัญญาเป็นทรัพย์

พิมพฤดา แปลว่า ต้นแบบของการ กระทำ

พลอยระรินทร์ แปลว่า พลอยของผู้เป็นใหญ่ (พระอินทร์)

พิมมณัฐฐา แปลว่า เกิดมาเป็นนักปราชญ์,เสมือนนักปราชญ์

เพ็ญพักตร์ แปลว่า หน้างามดังจันทร์เต็มดวง (เพ็ญ แปลว่า เต็ม)
แพทสรินทร์ มีความหมายชื่อว่า ศรมนต์แห่งองค์อินทร์ หรือ ธนูมนต์ของพระอินทร์ (แพท มาจากคำว่า เวท สร คือ ศร แปลว่า ธนู + อินทร์ สมาสกัน อ่านว่า สรินทร์

เพชรรัตน์ แปลว่า เพชร หรือแก้วอันมีค่า ชื่อว่าเพชร

ภัทรธิชา คำว่า ธิชา แปลว่า เกิดจาก มาจาก เชื้อสาย รวมกันแปลว่า เชื้อสายอันประเสริฐ หรือ เชื้อสายผู้ยิ่งใหญ่

ภริม มาจากคำว่า ภิรมย์ ซึ่งแปลว่า พอใจ , ยินดี

ภาวิณี แปลว่า ผู้มีความเจริญ

ภูษณาภรณ์ แปลว่า เสื้อผ้าเครื่องประดับ,เครื่องประดับเสื้อผ้า (ภูษณ แปลว่า เครื่องประดับ + อาภรณ์ แปลว่า เสื้อผ้า)

สรัญญา แปลว่า หญิงผู้แกล้วกล้า

ภัสรินทร์ แปลว่า รัศมีแห่งองค์อินทร์

มินรญา แปลว่าผู้ไม่มีความผิด หรือ คนที่ไม่มีมลทิน (มิ= ไม่ นรญา มาจากคำว่า นร+อาญา อ่านว่า นอระยา แปลว่า นร = คน

อาญา = ความผิด มลทิน)

มานะชัย แปลว่า "พยายามบากบั่นจนประสบชัยชนะ" ครับ หรือ มีความพยายามจึงจะมีชัยชนะ

มนัสวิน แปลว่า ดังชีวิตจิตใจ

พัชรินทร์ แปลตรงตัวว่า เพชรของพระอินทร์หรือเพชรของผู้เป็นใหญ่ แต่ในที่นี้ แปลว่า ผู้มีความแข็งแกร่ง

แม้นเมือง แปลว่า คล้ายเมือง,เหมือนเมือง

ปัญชลีย์ แปลว่า ผู้มีปัญญากว่าสายน้ำ

ปิยวรรณ แปลว่า ผู้เป็นที่รัก,ชนชั้นอันเป็นที่รัก

ปัทรีมา แปลว่า สุขใต้ร่มโพธิ์
(ปัทร แปลว่า โพธิ์ + อิมา มาจาก ชุอิมา แปลว่า ความสุข)

ปลิดา แปลว่า หลุดล่วง (ชื่อไม่ดีครับมาจากคำว่า"ปลิด" )

ปายภู แปลว่า กว่าแผ่นดิน,เลยแผ่นดิน (ปาย เป็นภาษาเหนือ แปลว่า กว่าๆ)
แต่ถ้าอ.ปาย เป็นคำที่แผลงมาจาก คำว่า พลาย ที่แปลว่าช้างตัวผู้

ภีมฤ แปลว่า หมดสิ้นความกลัว,ความกลัวทีตายแล้ว

ปานรดา แปลว่า ดั่งความสุข

ปูชิตา แปลว่า ผู้บูชาแล้ว

เพ็ญวรินร์ แปลว่า น้ำคืนเพ็ญพรรณวรินทร์ แปลว่า สกุลผู้เป็นใหญ่,ผิวพรรณกษัตริย์

เพตา คำนี้ความหมายไม่ทราบครับ (เพตา ถ้ามาจาก เปตา แปลว่า เปรต )

ภชมล แปลว่า ผู้รู้จักแยกแยะความมัวหมอง

ภณิตา แปลว่า ผู้พูด

ภภีม แปลว่า มีความน่าเกรงขาม

ภรภัทร แปลว่า ผู้ค้ำจุนอันประเสริฐ

ภรีน คำนี้น่าจะเขียนผิดมังครับ น่าจะเป็น "ภริน" แปลว่า น้ำที่เลี้ยงดู,น้ำที่ค้ำจุน

ภูวินท์ แปลว่า ผู้มีแผ่นดิน

พฤกษพงษ์ แปลว่า เชื้อสายที่มาจากต้นไม้,เชื่อสายรุกขเทวา
(ส่วนใหญ่จะเป็นนามสกุลของผู้ดูแลต้นไม้ หรืออาชีพเกี่ยวกับต้นไม้ครับ)
( คำว่า พงษ์ วงษ์ ที่ถูกต้องเขียนว่า พงศ์ วงศ์ )

ภานุรุจ แปลว่า ผู้มีแสงสว่างดุจพระอาทิตย์ (ภานุ=พระอาทิตย์, รุจ=แสงสว่าง)

บุษยทิพย์ แปลว่า ดอกบัวของเทวดา,แก้วสีขาวของเทวดา

ปกายพลอยชมพู แปลว่า แสงแพรวพราวของพลอยสีชมพู

ปวิรฎา แปลว่า หญิงสาวผู้กล้าหาญ,หญิงสาวผู้มีความพากเพียร

บรรณพร แปลว่า ปีกแห่งความประเสริฐ,ปีกของความประเสริฐ

ภศพร แปลว่า รัศมีความประเสริฐ

ภุตภู แปลว่า ผู้ครองแผ่นดินแล้ว

พลอยพัชชา แปลว่า ผู้ละทิ้งแก้วที่มีค่า

พลอยพิชชา แปลว่า ผู้มีความรู้ดังพลอยที่มีค่า

ปณาลี แปลว่า สายน้ำ

ภาสินี แปลว่า ผู้มึความเจริญรุ่งเรือง

พิชชานันท์ แปลว่า ผู้เพลิดเพลินในความรู้,ผู้ยินดีในความรู้

ปทุมมาศ แปลว่า ดอกบัวทองคำ

พิชชานันท์ แปลว่า ผู้เพลิดเพลินในความรู้,ผู้ยินดีในความรู้

ปทุมมาศ แปลว่า ดอกบัวทองคำ
มลฤดี แปลว่า หัวใจที่มัวหมอง, (น่าจะเป็นชื่อ มนฤดี แปลว่า หัวใจที่มีความยินดี)

สาวิตรี แปลว่า ผู้สดุดีพระอาทิตย์ ,ชื่อเทวีที่เป็นภรรยาของพระพรหมองค์หนึ่ง

แพรวภัทร์ชา แปลว่า เกิดมางามประเสริฐ,เกิดมางามดี

พลอยภิชร์ชา คำว่าภิชร์ ไม่มีคำแปล

พลอยภัทร์ แปลว่า พลอยที่ประเสริฐ

ธนพิพัฒนากิจ แปลว่า เจริญรุ่งเรื่องในกิจการเงิน

ผดาพร แปลว่า ผู้เผื่อแผ่ความสุข,ผู้มีความสุขมาค้ำจุน,ผู้เผื่อแผ่ความดี (มาจาก"ผะดาพร")

พรสุดา แปลว่า หญิงสาวที่ประเสริฐ,ลูกสาวที่ประเสริฐ

เพ็ญนภา แปลว่า พระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า,ท้องฟ้าที่สวยงามด้วยจันทร์ที่เต็มดวง

การดูแลสุขภาพสตรีหลังคลอด

ในสมัยก่อนหลังคลอดแล้วสิ่งแรกที่ต้องกระทำคือการอยุ่ไฟปัจจุบันแม้ว่าหญิงตั้งครรภ์จะคลอดในโรงพยาบาลก็ตาม เมื่อกลับบ้านแล้ว พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนบ้านผู้มีประสบการณ์จะแนะนำหรือบอกให้ปฏิบัติ ตนตามอย่างที่คนเหล่านั้น เคยเห็นหรือเคยทำมาประกอบกับความเชื่อ เดิมที่เชื่อมาเป็นเวลานานยากเก่าการเลิกปฏิบัติ ถ้าในระยะหลังการคลอดเกิดอาการไม่สบายขึ้น เช่นหน้ามืด วิงเวียน อ่อนเพลีย ส่วนใหญ่ จะโทษว่าเกิดจากการไม่อยู่ไฟ ดังนั้น จึงทำให้หญิงหลังคลอดกลับไปใช้วิธีเดิมเหล่านั้นอีก เพื่อไม่ให้ผิดประเพณี และเพื่อความสบายใจ การอยู่ไฟสมัยก่อนเข้าใจว่าเป็นการชำระล้างมลทิน เพราะการคลอดบุตรถือว่าเป็นมลทิน การใช้น้ำอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ไฟด้วย บางคนเชื่อว่าการอยู่ไปช่วยให้แข็งแรง มดลูกแห้งเข้าอู่เร็ว ขับน้ำคาวปลาซึ่งเป็นการขับเลือดเสียออกเป็นการขับไล่ภูติผีไม่ให้มารบกวนทำอันตรายได้

นอกจากการอยู่ไปแล้ว การเข้ากระโจมซึ่งคล้ายการอบตัวด้วยไอน้ำของปัจจุบันก็เป็นวิธีการดูแลสุขภาพของสตรีหลังคลอด สมัยโบราณก่อนเข้ากระโจมหญิงหลังคลอดจะทาตัวด้วยเหล้า การบูรและว่านนางคำ ใช้ท่อนไม้ไผ่ไอน้ำจากหม้อที่ต้มเดือดสอดเข้าในกระโจมหรือยกหม้อยา ที่กำลังเดือดเข้าไปในกระโจมด้วย และค่อย ๆ เปิดทีละน้อยให้ไอพุ่งขึ้นรมหน้า สมุนไพรที่ใช้ในการต้มมี 3 กลุ่ม ดังนี้


กลุ่มที่ 1
เป็นสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ ใบมะขาม ผลมะกรูดผ่าซีก ใบและฝักส้มป่อย สมุนไพรกลุ่มนี้จะเป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก ที่ติดอยู่ตามผิวหนังให้ลื่นหลุดออกง่าย มีฤทธิ์ ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด ทำให้ผิวหนังสะอาด และต้านทานต่อเชื้อโรค ได้ดีขึ้น


กลุ่มที่ 2
สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมได้แก่ ใบตะไคร้ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ผิวมะกรูด เปราะหอม ว่านน้ำ ใบหนาด กลุ่มนี้มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยลดอาการหวัด คัดจมูก นอกจากนี้ ใบตะไคร้ และเหง้าขมิ้นมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ส่วนไพล มีฤทธิ์ลด อาการบวมอักเสบได้ดี


กลุ่มที่ 3
ได้แก่พิมเสน การบูร มีสรรพคุณทำให้รู้สึกสดชื่นช่วยบำรุงหัวใจ และรักษาโรคผิวหนังบางชนิด


สมุนไพรทั้ง 3 กลุ่ม มีประโยชน์แก่หญิงหลังคลอด ดังนี้


ทำให้การไหลเวียนของเลือดเพิ่มเติม ช่วยลดการอักเสบ บวม ปวดของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
ทำให้รูขุมขนขยายออก สิ่งสกปรกถูกขับออกมา พร้อมกับเหงื่อและสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวจะช่วยชะล้าง
สิ่งสกปรกเหล่านั้นให้ลื่นหลุดออกจากผิวหนังได้ง่าย ช่วยให้ผิวหนังต้านทานต่อเชื้อโรค ได้ดีขึ้น
ทำให้ข้อที่ฝืดแข็ง ปวด คลายความปวดและฝืดลง
ทำให้เหงื่อที่ถูกขับออกมาช่วยลดน้ำหนักลงไปได้บ้าง
กลิ่นหอมของสมุนไพร ช่วยให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส คลายความเครียด และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก

ปัจจุบันการอบสมุนไพรมี 2 แบบคือ

1. การอบแห้ง เรียกทับศัพท์ว่า " เซาว์น่า " คล้ายคลึงกับการอยู่ไฟของไทย ซึ่งนิยมในต่างประเทศ โดยใช้ความร้อนจากถ่นหินบนเตาร้อน
2. การอบเปียก เป็นวิธีที่คนไทยนิยม และแพร่หลายในปัจจุบัน โดยพัฒนาจากการอบรมแบบเข้ากระโจม มาเป็นห้องอบสมุนไพรที่ทันสมัยขึ้น สามารถให้บริการไครั้งละหลายคน โดยการใช้หม้อต้ม สมุนไพรที่มีท่อส่งไอน้ำเข้าไปภายในห้องอบการอบสมุนไพรของไทยนั้นเป็นการอบไอน้ำร้อนซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการขับเหงื่อเพื่อรักษาโรคเฉียบพลัน ฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยเรื้อรังและหญิงหลังคลอด รวมทั้งช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย การเข้ากระโจมอบไอน้ำไม่ควรทำเมื่อรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ หรือขณะกำลังหิว และทำในที่ ที่ไม่มีลมพัด ต้องเอาน้ำมันมาทาตัวเสียก่อน วิธีการเข้ากระโจมขับเหงื่อนั้นควรค่อย ๆ เพิ่มความร้อนให้มาขึ้นจนเพียงพอกับความต้องการและเมื่อจะเลิกก็ลดความร้อนให้ค่อย ๆน้อยลงจนเท่าความร้อนปกติของร่างกาย แล้วจึงออกจากกระโจม เพราะการนำเอาผู้ป่วยเข้ากระโจมร้อนทันที และเมื่อเอาออกก็ถูกอากาศเย็นทันทีนั้นเป็นอันตราย อาจทำให้คนช็อคได้ ในการเข้ากระโจม ควรให้ดื่มน้ำใส่เกลือเค็มเล็กน้อย ดื่มบ่อย ๆ ดี และมียาแก้ลมไว้ด้วย เมื่อออกจากกระโจมก็ควรห่มผ้าให้อุ่น ๆ ไว้ก่อน เมื่อรู้สึกสบายแล้วจึงเอาผ้าห่มออก และอาบน้ำอุ่นชำระร่างกายด้วย ขึ้นจากน้ำแล้วให้ห่มผ้านั่งหรือ นอนให้สบายสักครู่ อย่าให้ถูกลม

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีลักษณะเหนียว ๆ และ ร้อน ๆ การเข้ากระโจมควรเข้าทุกวัน ส่วนความถี่ของการอบสมุนไพร ขึ้นอยุ่กับอาการของผู้ป่วย


ประโยชน์ของการอบไอน้ำสมุนไพร

ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นคลายความเครียดตึงเครียด
ช่วยชำระล้างและขับของเสียออกจากร่างกายทางผิวหนัง
ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบรรเทาอาการปวดเมื่อย
ช่วยทำให้ระบบการหายใจดีขึ้น
ช่วยบำรุงผิวพรรณบรรเทาอาการผดผื่นคัน
ช่วยให้น้ำหนักร่างกายลดลงได้ชั่วคราว
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วในหญิงหลังคลอด

ข้อห้ามสำหรับการอบสมุนไพร

ขณะมีไข้สูง ( มากกว่า 38 องศาเซลเซียล)หรือหลังฟื้นไข้ใหม่ ๆ
โรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ
สตรีขณะมีประจำเดือน วันแรกร่วมกับอาการไข้และปวดศรีษะ
มีการอักเสบจากบาดแผลต่าง ๆ
อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร
หญิงมีครรภ์
เป็นโรคความดันโลหิตสูง หน้ามืด เวียนศรีษะ
หลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ (ควรรับประทานอาหารก่อนอบสมุนไพรครึ่งชั่วโมง)

ขั้นตอนในการอบไอน้ำสมุนไพร กำหนดไว้ดังนี้


ให้ผู้รับบริการอาบน้ำ เพื่อชำระสิ่งสกปรกตามรูขุมขน และเป็นการเตรียมเส้นเลือดให้พร้อมต่อการยืดขยาย และหดตัวแล้วแต่งกายด้วยเสื้อผ้าให้น้อยชิ้น
เข้าห้องอบสมุนไพรซึ่งมีการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 42-45 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอบ รวม 30 นาที โดบอบ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที และออกมานั่งพัก 3-5 นาที หลังการอบครั้งแรก ควรดื่มน้ำทดแทนแต่ไม่ควรเป็นน้ำเย็นจัด ในรายที่ไม่คุ้นเคยกับการอบ อาจให้อบนาน 10 นาที 3 ครั้ง
หลังการอบครบตามเวลา ควรนั่งพัก 3-5 นาที หรือจนเหงื่อแห้ง แล้วจึงอาบน้ำอีกครั้งเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลและสมุนไพรและช่วยให้หลอดเลือดหดตัวลงเป็นปกติ
ควรอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือวันเว้นวันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละราย


การอบสมุนไพรที่เปิดบริการอยู่ในสถานบริการสาธารณสุขนั้นมุ่งเน้น เพื่อการบำบัดรักษาโรคจึงมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย (ชั่งน้ำหนัก วัดความด้นโลหิต และวัดไข้) และวินิจฉัยโรคก่อนการเข้าอบ ภายหลังการอบก็จะประเมินผลการรักษา


ที่มา: สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข

สมุนไพรไทยแก้หน้าท้องลาย

พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
กระแสความสนใจในสุขภาพและความสวยความงาม กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้มีการผลิตสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้ผู้ผลิตใช้ช่องทางเหล่านี้ในการโฆษณาเกินจริง แสวงหากำไรโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภค จนกระทั่งเกิดผลเสียดังที่ตกเป็นข่าวหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของอาหารเสริมและเครื่องสำอาง

ด้วยเหตุนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีแนวความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และราคาเหมาะสม เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยของผู้บริโภค
โดยปัจจุบันสมุนไพรได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งในรูปของยา อาหารเสริมและเครื่องสำอาง จากข้อมูลในปี พ.ศ.2546 พบความต้องการสมุนไพรของตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 784,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของประเทศไทย แม้จะมีพืชสมุนไพรอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับพบว่ามีการนำเข้าสมุนไพรมากกว่าการส่งออก ทั้งนี้เนื่องจากคนไทยนิยมใช้สินค้าจากต่างประเทศซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรด้วย

ภกญ.รศ.ดร.อรัญญา มโนสร้อย กรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรทางยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม มาเป็นเวลานาน แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับการส่งออก ส่งผลให้ปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย


แม้แต่ผลิตภัณฑ์เดียวสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อสร้างองค์ความรู้และแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้ทำวิจัยเรื่อง "วิธีการพัฒนาสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล" โดยการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าทั้งสารสกัดและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสมุนไพรจากต่างประเทศ รวมทั้งสร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศด้วย


ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า แนวโน้มของฤทธิ์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่นิยมในปัจจุบันและอนาคตที่ตลาดโลกต้องการ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ชะลอความแก่ ให้ผิวขาว แก้ผมหงอก และผลิตภัณฑ์สำหรับลดความอ้วน ซึ่งจะต้องมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง


"ต่างประเทศให้ความสนใจกับสมุนไพรไทยค่อนข้างมาก แต่ประเทศไทยยังมีข้อมูลหรือองค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรน้อยมาก โดยสมุนไพรไทยที่ส่งออกส่วนใหญ่ จะเป็นพวกน้ำมันหอมระเหย หรือเครื่องหอมต่างๆ เท่านั้น แม้ว่าประเทศไทยจะมีการใช้สมุนไพรมาช้านานในเรื่องของตำรับยาไทย เครื่องประทินผิว หรือเครื่องหอมจากสมุนไพร แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ายังไม่มีผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยชิ้นใดสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ แม้ว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนด้านนี้มาโดยตลอด"


"ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะยังขาดข้อมูลทางคลินิกซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้ในมนุษย์ ขาดการพัฒนาทางเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ รูปแบบ และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้กฎหมายและระเบียบของประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ของโลก มีความเข้มงวดมาก ทำให้การพัฒนาสมุนไพรในรูปแบบยาหรืออาหารเสริมเป็นไปได้ยาก"


อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมุนไพรไทยในรูปแบบเครื่องสำอางนั้น ประเทศไทยน่าจะสามารถทำได้ ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับภายนอกที่มีกฎหมายและระเบียบต่างๆ เข้มงวดน้อยกว่า รวมทั้งประเทศไทยเองยังมีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางเครื่องสำอางที่ตลาดโลกสนใจ ที่จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันในตลาดโลกได้ สำหรับสมุนไพรที่น่าสนใจ น่าจะนำมาพัฒนาในรูปแบบเครื่องสำอางมีประมาณ 10 ชนิด คือ ว่านหางจระเข้ ขมิ้นชัน กวาวเครือขาว หม่อน ชุมเห็ดเทศ มะขามป้อม บัวบก พริกไทยดำ ไพล และฟ้าทะลายโจร


ภกญ.รศ.ดร.อรัญญา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและผลักดันทั้งงบประมาณและบุคลากรในพัฒนาสมุนไพรไทยพอสมควร แต่เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ทำงานวิจัยด้านนี้อยู่ ทำให้งบวิจัยกระจัดกระจายไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ประเทศไทยขาดการวิจัยและพัฒนาการควบคุมประสิทธิภาพมาตรฐาน และขาดการทดสอบประสิทธิภาพเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สมุนไพรไทยได้รับการรับรองมาตรฐานเพื่อให้เข้าสู่ตลาดโลกได้


"คนไทยส่วนใหญ่มักมองข้ามผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ซึ่งหากเราสามารถพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด และมีการประชาสัมพันธ์ที่ดีประกอบกับข้อมูลทางวิชาการ มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เชื่อว่าอนาคตของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในตลาดโลกคงอยู่ไม่ไกลมากนัก"


ที่สำคัญคนไทยจะได้มีทางเลือกในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและราคาถูก


บทความจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ว่านหางจระเข้ - มีการใช้สารสกัดเป็นมอยส์เจอไรเซอร์มาก

ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
ใช้ใน antiaging skin care เพื่อการส่งออกได้
มีงานวิจัยมาก - ให้ความชุ่มชื้น
ชะลอความแก่

ขมิ้นชัน - ใช้เป็น whitening/antiaging

มีภูมิปัญญาล้านนาสนับสนุนในการมีผลต่อ การงอกของผม
มีงานวิจัยอยู่มาก - แก้อักเสบ
ชะลอความแก่
ให้ผมงอก
ให้ผิวขาว

กวาวเครือขาว - เป็นสมุนไพรที่จะเป็นเอกลักษณ์ของไทยได้ เพราะมีภูมิปัญญาไทยสนับสนุน

ใช้เป็น whitening/antiaging - ต้านอนุมูลอิสระ
ชะลอความแก่
ให้ผิวขาว/ให้ความชุ่มชื้น

หม่อน - ลดการนำเข้าสารสกัดจากต่างประทศ

ใช้แทน licorice extract ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็น whitening
ต้านอนุมูลอิสระ
ชะลอความแก่
ให้ผิวขาว

ชุมเห็ดเทศ - มีภูมิปัญญาล้านนาสนับสนุนเกี่ยวกับ

การงอกของผม
ป้องกันผมร่วง
แก้กลาก หิด

มะขามป้อม - มีสารต้านอนุมูลอิสระ

ใช้เป็น whitening/ antiaging
ต้านอนุมูลอิสระ
ชะลอความแก่

บัวบก - มีผลงานวิจัยทางเครื่องสำอางอยู่มาก

มีสารช่วยลดแผลเป็น
ลดรอยแผลเป็น

พริกไทยดำ - มีผลงานวิจัยทางเครื่องสำอางอยู่มาก

มีสารต้านอนุมูลอิสระและชะลอความแก่
ใช้ลดความอ้วน
ต้านอนุมูลอิสระ
ชะลอความแก่
ลดความอ้วน

ไพล - มีผลงานวิจัยทางเครื่องสำอางอยู่มาก

มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และลดการนำเข้าสารสกัดจาก chamomile ที่ไทยนำเข้าในมูลค่าสูงเพื่อผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
แก้อักเสบ/แก้ปวด

ฟ้าทะลายโจร - มีสารต้านการอักเสบซึ่งสามารถนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหนังโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กันแดดและให้ผิวขาว และเป็นการทดแทน การนำสารสกัด chamomile จากต่างประเทศ

แก้อักเสบ


ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

Nov 24, 2009

Pregnancy symptoms: Top ten signs you might be pregnant

10. Tender, swollen breasts
One of the early signs of pregnancy is sensitive, sore breasts caused by increasing levels of hormones. The soreness may feel like an exaggerated version of how your breasts feel before your period. Your discomfort should diminish significantly after the first trimester, as your body adjusts to the hormonal changes.

9. Fatigue
Feeling tired all of a sudden? No, make that exhausted. No one knows for sure what causes early pregnancy fatigue, but it's possible that rapidly increasing levels of the hormone progesterone are contributing to your sleepiness.

You should start to feel more energetic once you hit your second trimester, although fatigue usually returns late in pregnancy when you're carrying around a lot more weight and some of the common discomforts of pregnancy make it more difficult to get a good night's sleep.

8. Implantation bleeding
Some women have a small amount of vaginal bleeding around 11 or 12 days after conception (close to the time you might notice a missed period). The bleeding may be caused by the fertilized egg burrowing into the blood-rich lining of your uterus — a process that starts just six days after fertilization — but no one knows for sure.

The bleeding is very light (appearing as red spotting or pink or reddish-brown staining) and lasts only a day or two. (Let your practitioner know if you notice any bleeding or spotting, particularly if it's accompanied by pain, since this can be a sign of an ectopic pregnancy.)

7. Nausea or vomiting
If you're like most women, morning sickness won't hit until about a month after conception. (A lucky few escape it altogether.) But some women do start to feel queasy a bit earlier. And not just in the morning, either — pregnancy-related nausea and vomiting can be a problem morning, noon, or night.

About half of women with nausea feel complete relief by the beginning of the second trimester. For most others it takes another month or so for the queasiness to ease up.

6. Increased sensitivity to odors
If you're newly pregnant, it's not uncommon to feel repelled by the smell of a bologna sandwich or cup of coffee and for certain aromas to trigger your gag reflex. Though no one knows for sure, this may be a side effect of rapidly increasing amounts of estrogen in your system. You may also find that certain foods you used to enjoy are suddenly completely repulsive to you.

5. Abdominal bloating
Hormonal changes in early pregnancy may leave you feeling bloated, similar to the feeling some women have just before their period arrives. That's why your clothes may feel snugger than usual at the waistline, even early on when your uterus is still quite small.

4. Frequent urination
Shortly after you become pregnant, you may find yourself hurrying to the bathroom all the time. Why? Mostly because during pregnancy the amount of blood and other fluids in your body increases, which leads to extra fluid being processed by your kidneys and ending up in your bladder.

This symptom may start as early as six weeks into your first trimester and continue or worsen as your pregnancy progresses and your growing baby exerts more pressure on your bladder.

3. A missed period
If you're usually pretty regular and your period doesn't arrive on time, you'll probably take a pregnancy test long before you notice any of the above symptoms. But if you're not regular or you're not keeping track of your cycle, nausea and breast tenderness and extra trips to the bathroom may signal pregnancy before you realize you didn't get your period.


2. Your basal body temperature stays high
If you've been charting your basal body temperature and you see that your temperature has stayed elevated for 18 days in a row, you're probably pregnant.

And finally...

1. The proof: A positive home pregnancy test
In spite of what you might read on the box, many home pregnancy tests are not sensitive enough to detect most pregnancies until about a week after a missed period. So if you decide to take one earlier than that and get a negative result, try again in a few days.


http://www.babycenter.com

สังเกตสัญญาณเริ่มแรกของการตั้งครรภ์ ,Signs of Pregnancy, Early Pregnancy Symptoms, First Signs of Pregnancy

ประจำเดือนขาด Missed Period
Possibly the most telltale pregnancy symptom is a missed period. For women who have cycles that are extremely predictable, noting a missed period will not be difficult — but for others, a late period is no cause for concern. In this case, you may have to rely on other symptoms to alert you to your pregnancy. Some women will lightly spot around the time of implantation, or close to the time of their usual period, giving the impression of a light period.
นับเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชัดเจนที่สุด หากปกติแล้วประจำเดือนของคุณมักมาตรงเวลา
ควรลองทดสอบ การตั้งครรภ์ได้แล้ว



แพ้ท้อง สัญญาณบ่งบอกว่าคุณตั้งครรภ์ Nausea
Another classic early pregnancy symptom is the nausea and in some cases, vomiting associated with morning sickness. A woman suffering with morning sickness may suddenly experience severe nausea and aversion to foods and smells that previously had no effect on her. Morning sickness, which can occur at any time of the night or day, typically affects women approximately 2-8 weeks after conception. A bout of severe nausea or vomiting can also be attributed to food poisoning as well, so if there is a sudden onset of nausea which resolves within a couple of days, it was likely a simple stomach bug rather than an early pregnancy symptom.
อาการแพ้ท้อง มักแตกต่างกันไปในแต่ละคน คุณแม่บางท่าน อาจมีอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกไม่สบาย โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ได้สัก 2-3 สัปดาห์ แต่บางท่านก็มีอาการเพียงแค่ไม่กี่วันหลังตั้งครรภ์ ถ้าโชคดี คุณอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลยก็ได้ และการแพ้ท้องอาจเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเช้าเสมอไป

ปัสสาวะบ่อยขึ้น Frequent Urination/Fluid Retention
Although this is typically one of the most prevalent pregnancy symptoms that manifests itself a bit later in pregnancy, some women will start making more frequent trips to the restroom early on. Others may notice that they're suddenly retaining fluid, much like pre-menstrual bloating.
ถ้าคุณสังเกตเห็นว่าตัวเองเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น นี่อาจเป็นสัญญาณที่น่ายินดีว่าคุณกำลังเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วง 3เดือนแรกจะทำให้คุณปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

รู้สึกเหนื่อยง่าย Fatigue
Another common early pregnancy symptom is fatigue. Most any pregnant woman will tell you that the fatigue of pregnancy can be intense — knocking even the most energetic women flat on their back. Fatigue, of course, can be attributed to a busy schedule, lack of sleep and hormonal imbalance as well, so if you suspect that you aren't pregnant, see your doctor to determine the cause of your exhaustion.
สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ที่พบเห็นได้บ่อยอีกประการหนึ่งก็คือความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหมดเรี่ยวแรง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายดังนั้นหากคุณรู้สึกเหนื่อยง่ายโดยไม่มีสาเหตุลองตรวจสอบดูว่าเป็นเพราะคุณกำลังตั้งครรภ์หรือเปล่า

รสชาติแปลกๆ ในปาก
คุณแม่บางท่านเล่าว่าครั้งแรกที่ตั้งครรภ์จะรู้สึกขมเฝื่อนหรือมีรสชาติแปลกๆในปากขณะที่คุณแม่อีกหลายท่านก็รู้สึกเหม็นหรือทนไม่ได้กับอาหารหรือเครื่องดื่มที่เคยทานอยู่ทุกวันเช่นชาหรือกาแฟ

การเปลี่ยนแปลงของเต้านม Tender Breasts
A pregnant woman's breasts undergo significant changes, beginning early in the pregnancy. From about one to two weeks after conception, the breasts may begin to feel tender, swollen, sensitive and even painful. The areola may begin to darken starting in the first trimester and continuing throughout the pregnancy. Sensitivity of the breasts can be attributed to hormonal changes, such as the menstrual cycle, so this on its own may not be a pregnancy symptom.
ผิวหนังบริเวณรอบเต้านมหรือที่เรียกว่าลานนมจะมีสีคล้ำขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น



มีเลือดออกโดยไม่คาดคิดหรือเป็นตะคริว
ไข่ที่ปฏิสนธิแล้วจะเดินทางจากท่อนำไข่เพื่อไปฝังตัวที่ผนังมดลูกและรอการเติบโต กระบวนการนี้เรียกว่า การฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว และมักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียง เช่น การเป็นตะคริว และมีเลือดออกกะปริดกะปรอย โดยเลือดอาจมีสีแดงสด สีชมพู หรือสีน้ำตาล
Aches and Pains

Due to the hormone surge that occurs right after conception and throughout pregnancy, many women will develop headaches and backaches early on. Some women who have had previous pregnancies may notice round ligament pain and suspect that they're pregnant. Round ligament pain is a pain located in the groin or lower abdomen, brought on by sudden movement such as standing. It is caused by the stretching and thickening of the ligaments that support an ever-expanding uterus, and is typically not felt until the second trimester.

มีวิธีการรักษาอาการแพ้ท้องให้หายขาดหรือไม่

วิธีการรักษาอาการแพ้ท้องที่ใช้ได้ผลมี ดังนี้

รับประทานของขบเคี้ยวง่ายๆ และไม่หวานมากทันทีที่คุณตื่นนอน เช่น บิสกิตหรือขนมปังกรอบจะช่วยได้อย่างมาก จากนั้น ให้นอนพักอีก 20-30 นาที ก่อนลุกออกจากเตียง
ในช่วงที่เหลือระหว่างวัน พยายามรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่รับประทานบ่อยๆ ทานอะไรสักหน่อย ดีกว่าไม่ได้ทานอะไรเลยหรือซื้อของขบเคี้ยวมาเก็บไว้ เช่น ขนมปังกรอบหรือโยเกิร์ตไว้รับประทานเวลาหิว
อาหารที่มีโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตสูงสามารถช่วยป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะฉะนั้น พยายามรับประทานอาหารทั้งสองชนิดนี้ร่วมกัน เช่น รับประทานไข่สุกกับขนมปังปิ้ง
ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเปล่า น้ำผลไม้ นม ชาผลไม้ น้ำอะไรก็ตามที่คุณสามารถดื่มได้ น้ำขิงหรือชาขิงจะช่วยให้อาการคลื่นไส้อาเจียนลดลงและทำให้หายจากอาการแพ้ท้องได้ ที่สำคัญ อย่าลืมหาเวลาผ่อนคลายเพื่อกำจัดความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน การพูดคุยกับว่าที่คุณแม่คนอื่นๆ ที่มีอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันก็สามารถช่วยผ่อนคลายได้
Thanks: Dumex Thailand

อาการแพ้ท้องจะคงอยู่เป็นระยะเวลานานเท่าใด

โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้ท้อง จะหมดไปในช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดขึ้นได้อีกตลอดช่วงตั้งครรภ์ เพียงแค่ได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนให้คลื่นเหียนอาเจียน และแน่นอนว่ากลิ่นที่ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน

Thanks : Dumex Thailand

อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร

เชื่อกันว่าอาการแพ้ท้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "เอสโตรเจน" ( Estrogen) ที่เพิ่มสูงขึ้น และประสาทรับกลิ่นมีความไวมากขึ้น แม้แต่สภาพอารมณ์หรือระดับความเครียดก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน ดังนั้นคุณแม่จึงควรหาเวลาผ่อนคลายความเครียดให้มากๆ ถึงแม้ว่าอาการแพ้ท้องอาจทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวล แต่หากคุณสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ อาการแพ้ท้องก็จะไม่เป็นอันตรายกับลูกน้อยของคุณอย่างแน่นอน แต่หากคุณไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลยหรือรู้สึกเบื่ออาหารทุกชนิด ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณพวกเขาสามารถช่วยคุณได้แน่นอน
Thanks : dumex.co.th

Nov 14, 2009

My Little Lebua make mess with my cosmetic.


Everytime Lebua take shower and I leave her for 2 minutes I come back and she had made a mess.

ข้อห้าม ความเชื่อ หญิงตั้งครรภ์ / สตรีมีครรภ์

ห้ามซ่อมแซม กระทบเกี่ยวกับบ้านที่อาศัย รวมถึงที่ทำงาน ที่มีสตรีตั้งครรภ์อาศัยอยู่
จากข้อมูลของสมาชิกชมรมภูมิโหราศาสตร์ www.fengshuitown.com
การกระทบข้างต้น เป็นเหตุให้เด็กทารกพิการ หรือเ้สียชีวิตมากสุด



ห้ามย้ายเตียง หรือทำความสะอาดใต้เตียง สตรีมีครรภ์


ห้าม สตรีตั้งครรภ์ ย้ายบ้าน
ห้าม หญิงมีครรภ์ เย็บปักถักร้อย ( เข็มอาจทิ่มตำนิ้ว )
ในระบบโหราศาสตร์ของจีน แต่ละยาม ( 2 ชั่วโมง ) เป็นหนึ่งราศี
และราศีนั้นจะเกี่ยวกับอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเด็ก
หากมีการกระทบ ก็จะกระเทือนถึงอวัยวะส่วนนั้นของร่างกายเด็ก
จึงห้ามการกระทบเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเตียง

ในแง่ วิทยาศาสตร์ เกรงจะสร้างความตกใจแก้หญิงตั้งครรภ์ และเด็กทารกในครรภ์
อีกประการหนึ่ง หากหญิงตั้งครรภ์ทำงานหนัก ก็จะกระทบทั้งแม่และลูก

ห้าม หญิงตั้งครรภ์ รังแก หรือทำร้ายสัตว์
ห้าม หญิงมีครรภ์ พูดจาส่อเสียด ว่าร้ายผู้อื่น
ตามภาษิต ความเชื่อที่ว่า "ให้ทุกข์แก่้ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว"
หากไปแกล้งสัตว์ให้ได้รับความเจ็บปวด ทรมาน หรือไปว่ากล่าวลูกผู้อื่น
ตำหนิว่า อัปลักษณ์ พูดไม่ชัด เหล่านี้คนโบราณห้าม เพราะจะเกิดผลร้ายสะท้อนกลับ

ในแง่ วิทยาศาสตร์
หญิงตั้งครรภ์ ต้องการสภาพจิตใจที่ดี ปลอดโปร่ง
จึงควรรับและจดจำภาพที่สวยงาม สบายใจ
ซึ่งหมดมักจะแนะนำให้ มองภาพเด็กน่ารัก ๆ ภาพวิวทิวทัศน์

หากจิตใจหญิงตั้งครรภ์ ยึดติดภาพที่ไม่ดี เช่น ภาพสัตว์ถูกรังแก ฯลฯ
คงไม่เป็นการดีแน่นอน

ห้าม หญิงตั้งครรภ์ ไปงานศพ สุสาน ( งานแต่งงานไปได้ แต่บางครอบครัวห้ามไปงานทุกประเภท )

ห้าม หญิงตั้งครรภ์ เยี่ยมคนป่วย
ห้าม หญิงตั้งครรภ์ เข้าพิธีสวดขับไล่สิ่งไม่ดี ( สวดภาณุยักษ์ หรือพิธีรับขันธุ์ )




ความเชื่อโบราณเกรงว่า หญิงตั้งครรภ์จะไปติดพลัง หรือกระแสที่ไม่ดี
และส่งผลกระทบถึงเด็กในครรภ์ได้

ในแง่ วิทยาศาสตร์
งานศพ โดยเฉพาะที่เมรุ โรงพยาบาล ที่มีคนหมู่มาก ล้วนมีสิทธิ์เป็นพาะนำโรค
ไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งร่างกายอ่อนแอ

ห้าม หญิงตั้งครรภ์ ประกอบพิธีหรืออยู่ร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ
( ล้างปรับสภาพ ตั้งพระ ย้ายเข้าบ้าน ย้ายสำนักงานใหม่ )
http://www.fengshuitown.com

Learn to Love - Bon Jovi

Learn to Love - Bon Jovi
I have run from the truth
Since the days of my mispent youth
I was hungry for kindness
I was lost in life's blindless
When you're born without wings
All you dream of all you want
Is that feeling of flying
Of rising and climbing

Halle Halle
We're one breath away
Halle Halle
From our judgement day

You leave it all on the table
If you lose or you win
You've got to learn to love
The world you're living in

Always thought I'd die young
In these hands I help the gun
But it's too late for dying
Now there's nothing worth hiding
I've lost love lived with shame
I was humbled by my fall from grace
On the steps of decision
It's revenge or forgiveness

Halle Halle
We're one breath away
Halle Halle
From our judgement day

You leave it all on the table
If you lose or you win
You got to learn to love
The world you're living in

Halle Halle
Halle Halle

Halle Halle
We're one breath away
Halle Halle
From our judgement day
You leave it all on the table
If you lose or you win
You got to learn to love
The world you're living in

Halle Halle
And that's how it is
You've got to learn to love
The world you're living in

Halle Halle
Halle Halle
Halle Halle

Happy Now - Bon Jovi

What would you say to me
If I told you I had a dream
If I told you everything
Would you tell me to go back to sleep
Take a look in these tired eyes
They're coming back to life
I know I can change
Got hope in my veins
I'm telling you I ain't going back to the pain

Can I be happy now
Can I let my breath out
Let me believe
I'm building a dream
Don't try to drag me down
I just want to scream out loud
Can I be happy now
Been down on my knees
I learned how to bleed
I'm turnin my world around

Can I be happy now
Can I break free somehow
I just want to live again
Love again
Pick my pride up off of the ground
I'm ready to pick a fight
Crawl out of the dark to shine a light
I ain't throwing stones
Got sins of my own
Ain't everbody just trying to find a way home

Can I be happy now
Can I let my breath out
let me believe
I'm building a dream
Don't try to drag me down
I just want to scream out loud
Can I be happy now
Been down on my knees
I learned how to bleed
I'm turning my world around

You're born then you die
it's all gone in a minute
I ain't looking back
Cause I don't want to miss it
You better live now
Cause no one's going to get out alive, alive

Can I be happy now
Can I let my breath out
let me believe
I'm building a dream
Don't try to drag me down
I just want to scream out loud
Can I be happy now
Been down on my knees
I learned how to bleed
I'm turning my world around
Can I be happy now
Ohhhh
I'm turning my world around
Can I be happy now

Fast Cars - Bon Jovi

How can I defend
"Let's live for now not then"
We're chasing tail lights
Let them fade into the distance
Let's say the engine stalled and start again
Turn around let's turn around
It's a dark road we been heading down
Trust me tonight I swear I know where we are
We're gonna run all the lights
We're gonna blow right through the radar

Fast cars
We are fast cars

How can I pretend the signs don't say dead end
So many hearts just wind up in a junkyard
Where memories are nothing but spare parts
Turn around just turn around
And leave the past behind us now
Come on we aint gonna crash
This time we ain't slowing down
we'll pull ahed of the pack
Slip thru the cracks cause we are

Fast cars
On a long ride take your foot off the brake
Let's just put it in drive
We are fast cars on the inside
There's no turning back
On the highway of life
Fast cars
We are fast cars

(Sha La Sha La)
Flying through the stop signs
(Sha La Sha La)
Running over bad times
(Sha La Sha La)
Gunning down the daylight
Counting days like white lines
Holding on for our lives

We are fast cars

We are fast cars
On a long ride take your foot off the brake
Let's just put it in drive
We are fast cars on the inside
There's no turning back on this highway tonight
(Sha La Sha La)
(Sha La Sha La)
We are fast cars
(Sha La Sha La)
We are fast cars
We are fast cars

Love's The Only Rule - Bon Jovi

I don't give a damn
How it's supposed to be
That might work for you
It don't work for me

You write your truth
And I'll write mine
One man's ceiling's
Another man's sky high

Flying like an aeroplane
Crying Like the lonely whistle of a long black train
Dance in the pouring rain
Spit in the eye of a hurricane
Who said life has got to be so cruel
Love's the only rule

It's written in the scars
Where I fit in
It's going to hurt sometimes
You got to lose to win

You've got your sins
And I got mine
Sell your secrets kiss them all goodbye

Flying like an aeroplane
Alive like a lonely note from John Coltrane
Run like it's a getaway
Say those things that you shouldn't say
Think about it wouldn't that be cool?
If love's the only rule

Might be a wrecking ball
Or just a wake up call
Don't matter where the peices fall

Wooooah, wooooah, wooooah

I'm gonna fly like an aeroplane
Cry like the whistle of a long black train
Dance in the pouring rain
I'm alive like a lonely not from John Coltrane
Run like it's a getaway
Say those things that you souldn't say

Where love, love's the only rules
Yes love, love's the only rule
Ah love, love's the only rule
Love, only rule
Love's the only rule

Wooooah, wooooah , wooooah

Brokenpromiseland - Bon Jovi

Angels falling from the sky
Imagine that imaine that
Nobody getting out of here alive
No turning back no turning back
Who's going to bail out all our shattered dreams
And scrape some truth off of these city streets
No time for praying get up off your knees

There's hope I know
Out on that lonely road
Cause home is where you are and where I am
Breathe in breathe out
There's only now
And all I got I'm holding in my hands
We're breaking out of brokepromiseland

Let's close our eyes and just disappear
Slip through the cracks no looking back
We'll get a million miles away from here
And let the past just fade to black
So what you learn to live with your regrets
No need to fear what hasn't happened yet
Life will get you but you can't forget

There's hope I know
Out on that lonely road
Cause home is where you are and where I am
Breathe in breathe out
There's only now
And all I got I'm holding in my hands
We're breaking out of brokepromiseland

So rise my fallen angel
Come on now come on now
Shine, don't let them break you
Come on now, come on now
Come on now, come on now

Come on now, come on now
Come on now, come on

There's hope I know
Out on that lonely road
Cause home is where you are and where I am
Breathe in breathe out
There's only now
And all I got I'm holding in my hands
We're breaking out of brokepromiseland

La la la la la la la la... breaking out of brokenpromiseland
La la la la la la la la... breaking out of brokenpromiseland
La la la la la la la la, La la la la la la la la
La la la la la la la la, La la la la la la la la
Oh oh oh oh oh oh oh oh, oh oh oh oh oh oh oh ohh

Live Before You Die - Bon Jovi

I was a little boy of 9 years old
The whole world in his hands
Trying to toss that ball across the yard
A game of catch with my old man

He would always say I'm sorry
Every time he had to leave
And I was much to young to understand
When he would say to me

When you're young you always think
The sun is going to shine
There will come a day
When you have to say hello to goodbye
Sit down son take my hand,
Look me in the eye
Take these words, promise me
You'll live before you die

I was barely seventeen summer of seventy-nine
Already I was feeling like I was running out of time
I had this girl we fell in love
Or should I say that she had me
Then one fateful night changed our lives
And made a memory

When you're young you always think
The sun is going to shine
There will come a day
When you have to say hello to goodbye
She laid me down she took my hand
And looked me in the eye
And just before she kissed me she said
You got to live before we die

You learn to love to live
You gight and you forgive
You learn what's wrong and right
You live before you die

I made mistakes I caught some breaks
But I got not regrets
There's some things I don't remember
But one thing I don't forget

When you're young you always think
The sun is going to shine
One day you're going to have to say hello to goodbye
Shout it out let someone somewhere
Know that you're alive
Take these words wear them well
Live before you die
Live before you die
Hey!
Live before you die

You learn to love to live
You fight and you forgive
You face the darkest night
Just live before you die