การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ประโยชน์สำหรับลูกน้อย:

น้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดที่ลูกต้องการสำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของการเริ่มต้นชีวิต เนื่องจากมีสารอาหารพิเศษที่เรียกว่าพรีไบโอติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ แบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคและการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ทารกเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข สุขภาพดี และพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว และยังมีกรดไขมันที่ช่วยพัฒนาสมองของลูกด้วย

เหตุใดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงดีสำหรับทารก

นมแม่เป็นสารอาหารที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง
มีสารอาหารครบถ้วนและแอนติบอดี้ที่จำเป็นต่อร่างกายของลูกน้อย
การวิจัยระบุว่านมแม่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานและลูคีเมียในเด็ก
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและหูและการ แพ้ต่างๆ เช่น หอบหืดและผื่นผิวหนังอักเสบ
นอกจากนี้ การวิจัยยังแนะนำด้วยว่าเด็กที่กินนมแม่จะมีระดับความดันเลือดที่ดีกว่าเด็กทั่วไป และมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคอ้วนในผู้ใหญ่น้อยกว่าเด็กที่กินนมวัว

เพราะเหตุใดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงดีสำหรับคุณ

น้ำนมแม่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและยังมีอุณหภูมิที่เหมาะสมคงที่อยู่เสมอ
เมื่อคุณให้ลูกกินนมแม่ ร่างกายของคุณจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน หรือที่เรียกว่าฮอร์โมนแห่งความรัก ( love hormone) ซึ่งช่วยสร้าง ความผูกพันกับลูก
คุณแม่ที่ให้ลูกกินนมของตนจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ก่อนวัยหมดประจำเดือน รวมถึงภาวะกระดูกพรุนด้วย ( osteoporosis)
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้รูปร่างคุณมีสัดส่วนดังเดิมรวดเร็วขึ้น
น้ำนมแม่มีพร้อมเสมอทุกที่ทุกเวลา และไม่จำเป็นต้องล้างขวดนมให้ยุ่งยาก
เคล็ดลับที่ทำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้สำเร็จ

เคล็ดลับต่อไปนี้จะช่วยให้คุณแม่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นั่งให้สบายบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง
อุ้มลูกไว้แนบชิดและพยายามให้ศีรษะ ไหล่ และตัวลูกอยู่ในแนวตรง
ให้จมูกของลูกอยู่ตรงบริเวณหัวนม แล้วใช้นิ้วเขี่ยปากเบาๆ
เมื่อลูกอ้าปากกว้าง ให้อุ้มลูกเข้าหาเต้านม (ไม่ใช่ยื่นตัวคุณเข้าหาลูก)
คุณจะรู้ว่าลูกดูดนมถูกวิธีหรือไม่จากการสังเกตริมฝีปากล่างซึ่งควรเผยอออก  และ ส่วนเดียวที่คุณจะมองเห็นได้คือส่วนที่อยู่เหนือริมฝีปากบนที่อยู่บริเวณลานหัวนม (บริเวณที่เป็นสีเข้มรอบหัวนม)  และคุณแม่ต้องคอยฟังเสียงกลืนของลูกด้วย
ถ้าลูกเอามือปัดป่ายไปมาอยู่เสมอ ให้ใช้ผ้าห่อตัวลูกไว้เพื่อให้แขนแนบอยู่ข้างลำ ตัว

อย่าเพิ่งตกใจถ้าลูกหยุดดูดนมเป็นครั้งคราว เพราะเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายตัวขณะที่ลูกกินนม บางที     อาจเป็นเพราะท่านั่งของคุณหรือวิธีการดูดนมของลูกที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเพราะท่าให้นม คุณอาจผ่อนคลายด้วยการวางลูกไว้บนหมอนสำหรับให้นม  คุณสามารถเรียนรู้วิธีการให้นมลูกและท่าทางต่างๆที่เหมาะสำหรับคุณแม่และลูกน้อยได้จาก รูปต่อไปนี้ และในไม่ช้าคุณก็จะสามารถเรียนรู้ท่าทางสบายๆ ที่เหมาะสำหรับตัวคุณและลูกได้ หากคุณแม่พบปัญหาลูกดูดนมไม่ถูกวิธี ลองปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ หรืออ่านข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อรับทราบข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ได้
สัญญาณบ่งบอกว่าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอ

โดยทั่วไป ถ้าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอ เขาจะคายหัวนมออกเมื่ออิ่มแล้ว แต่บางครั้ง ลูกอาจหยุดดูดระหว่างที่กินนมแม่ ดังนั้นจึงควรให้เวลาลูกตัดสินใจว่าพอหรือไม่
คุณแม่อาจสังเกตุว่าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอได้จาก

ลูกมีท่าทางพอใจหลังจากเวลาการกินนมใกล้สิ้นสุดลง
ลูกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังผ่านไปสองสัปดาห์แรก
คุณไม่รู้สึกเจ็บที่เต้านมและหัวนมจนเกินไป
รู้สึกว่าเต้านมโล่งและเบาขึ้นหลังจากให้ลูกกินนม
ลูกมีสีผิวที่แสดงถึงการมีสุขภาพดีและผิวตึงกระชับโดยเมื่อกดลงไปผิวลูกจะเด้งขึ้น

หลังจากผ่านไปสองถึงสามวันแรก ลูกควรจะฉี่อย่างน้อยหกครั้งต่อวัน
หลังจากนั้น 2-3 วัน ลูกควรจะอึอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน โดยมีสีเหลืองหรือสีคล้ำ และสีเริ่มอ่อนลงหลังจาก 5 วันผ่านไป

สัญญาณบ่งบอกว่าลูกอาจต้องการนมเพิ่ม

หากลูกไม่ได้รับน้ำนมเพียงพอ คุณอาจสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้
ลูกดูไม่กระปรี้กระเปร่าและร้องกวนตลอดเวลา รวมทั้งหงุดหงิดหลังจากกินนมแล้ว นอกจากนี้ยังดูเหมือนลูกจะไม่พอใจและไม่ร่าเริง

ขณะกินนม ลูกดูดเสียงดังจ๊วบๆ หรือคุณไม่ได้ยินเสียงกลืน ซึ่งแสดงว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธี อ่าน เคล็ดลับเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ที่นี่

สีผิวของลูกเหลืองขึ้น

ผิวลูกยังดูย่นอยู่หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์

หากคุณกังวลว่าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอหรือไม่ ลองให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้น และควรอุ้มลูกไว้แนบตัว ถ้าลูกยังอยากกินนมอีก เขาจะหันหน้าเข้าหาเต้านมเอง

หลังจากกินนมแล้วลูกยังหิวอยู่หรือไม่
บางครั้งคุณแม่อาจพบว่าลูกยังไม่อิ่มแม้จะให้นมถี่ขึ้นแล้ว หากเป็นกรณีนี้ คุณควรปรึกษากุมารแพทย์

เมื่อลูกอายุเกิน 4 เดือนก็ถึงเวลาที่เขาอาจพร้อมที่จะเริ่มให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กคุณแม่สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณบ่งบอกที่ควรรู้ในหัวข้อการให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กได้ที่นี่

ควรจะให้ลูกกินนมบ่อยแค่ไหน
คำตอบอยู่ที่ตัวลูก

อย่าพยามยามยึดตารางเวลาการกินนมแม่ในช่วงเริ่มต้น แต่ควรให้ลูกกินนมตามความต้องการ เพราะจะช่วยตัดสินว่าลูกกินนมเพียงพอหรือยังได้ดีที่สุด  ลองสังเกตดู แล้วพฤติกรรมการกินนมของลูกจะปรากฎให้เห็นเอง คุณไม่จำเป็นต้องให้นมลูกเป็นเวลา เพราะอาจทำให้ลูกทำตามเป็นกิจวัตรประจำวัน ก่อนที่คุณจะรู้ตัว

การให้ลูกกินนมบ่อยๆ

ทารกแรกเกิดจะต้องการกินนมปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง คือประมาณทุก 2-3 ชั่วโมงในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายมากและกระเพาะอาหารของลูกยังเล็กอยู่ ที่สำคัญคือต้องให้ลูกกินนมมื้อดึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสัปดาห์แรกๆ เนื่องจากลูกต้องการอาหารและอีกเหตุผลหนึ่งคือเพื่อรักษาปริมาณน้ำนมให้มีอยู่ คุณแม่หลายคนรู้สึกกังวลว่าลูกได้รับน้ำนมเพียงพอหรือไม่ ถ้าลูกมีพลังงานเต็มเปี่ยมและรู้สึกตื่นตัว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ถ้ายังกังวล คุณอาจดูคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหัวข้อข้อมูลและคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง ได้ที่นี่
 
ความต้องการของลูกที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่อลูกโตขึ้น เขาอาจดูดนมนานขึ้นแต่ไม่ถี่เท่าช่วงแรกๆ เว้นแต่ว่าจะอยู่ในช่วงโตเร็ว ยิ่งลูกดูดนมมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งมีน้ำนมเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น อย่าตกใจถ้าดูเหมือนว่าลูกกินนมตลอดเวลา เพราะร่างกายของคุณจะปรับตัวเพื่อให้มีนมตามที่ลูกต้องการ

วิธีบีบน้ำนมและการเก็บนมแม่ต้องทำอย่างไร
ทำไมคุณแม่จึงควรบีบน้ำนมเก็บไว้

การบีบน้ำนมเก็บไว้เหมาะเป็นอย่างยิ่งในกรณีที่คุณไม่สามารถให้ลูกกินนมได้ตามต้องการ หรือคุณแม่ต้องการพักหรือต้องการให้ลูกทานอาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก รวมถึงกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ในเวลานั้น แต่ต้องการให้ลูกได้รับสารอาหารจากนมแม่ เหตุผลที่ดีอีกประการหนึ่งก็คือเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สามีได้สร้างความผูกพันกับลูก โดยมีส่วนร่วมในการให้นมลูก

การบีบน้ำนมด้วยมือ

คุณแม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเต้านมหรืออาบน้ำ หรือนวดเต้านมเพื่อบรรเทาอาการคัดก่อนเริ่มบีบน้ำนม เมื่อล้างมือและทำความสะอาดภาชนะที่จะเก็บน้ำนมโดยการฆ่าเชื้อแล้ว คุณก็เริ่มบีบน้ำนมได้
ประคองเต้านมด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วนวดคลึงไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงมา และคลึงรอบเต้านมรวมทั้งส่วนล่างด้วย
ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดบนบริเวณรอบลานหัวนม (บริเวณที่เป็นสีเข้มรอบหัวนม) เบาๆ
บีบพร้อมกันแล้วกดเข้าหาตัวเพื่อให้นมไหลออก แต่ควรระวังน้ำนมพุ่งกระจายออกมา

การบีบน้ำนมด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า

การใช้เครื่องปั๊มนมช่วยให้คุณแม่บีบน้ำนมได้เร็วขึ้นและไม่เหนื่อยเท่าการบีบด้วยมือ แต่คุณแม่ต้องใช้น้ำอุ่นประคบที่เต้านมหรือนวดก่อนเพื่อลดอาการคัด และต้องแน่ใจว่าเครื่องปั๊มนมปราศจากเชื้อโรคก่อนนำไปใช้ โดยการบีบน้ำนมด้วยเครื่องควรใช้เวลาประมาณ 15 - 45 นาทีและไม่ควรทำให้คุณรู้สึกเจ็บที่เต้านม แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับเครื่องปั๊มที่คุณใช้ด้วย
 
การเก็บน้ำนมที่บีบออก

คุณแม่สามารถเก็บน้ำนมไว้โดยใส่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาหรือช่องแช่แข็ง ส่วนน้ำนมที่นำมาอุ่นให้ร้อนแล้วแต่ไม่ได้ใช้นั้น ควรทิ้งทันที และอย่าลืมเขียนวันที่ที่บีบน้ำนมเก็บไว้ด้วย โดยน้ำนมส่วนใหญ่จะเก็บได้ประมาณ:
72 ชั่วโมงในตู้เย็นช่องธรรมดา
หนึ่งเดือนในช่องแช่แข็งของตู้เย็นแบบประตูเดียว
สามเดือนในช่องแช่แข็งของตู้เย็นแบบสองประตู (แม้ว่าจำนวนแอนติบอดี้ในน้ำนมจะลดลงแล้วก็ตาม)
หากต้องการละลายน้ำนมที่แช่แข็ง ให้วางไว้ในน้ำร้อนจนกว่าจะละลายจนหมด ตรวจดูอุณหภูมิก่อนที่จะให้ลูกกินและใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าอุ่นนมในไมโครเวฟเพื่อให้ละลายเนื่องจากจะเป็นการทำลายสารอาหาร

ปัญหาทั่วไปในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และวิธีการแก้ไข
หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหล
ตามปกติ หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหลเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธีหรือท่าทางไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องปั๊มนมไม่ถูกวิธี กุมารแพทย์สามารถช่วยแนะนำเทคนิคการให้ลูกกินนมแม่ ให้คุณได้ทราบอย่างละเอียดมากขึ้น

ท่อน้ำนมตัน

ท่อน้ำนมตันมีสองชนิด:

ชนิดแรกจะเป็นจุดขาวเล็กๆ ที่ปลายหัวนม ซึ่งตามปกติคุณจะสามารถใช้เล็บสะกิดออกเมื่อผิวบริเวณนั้นนุ่มขึ้นหลังจากให้นม ชนิดที่สองจะเป็นก้อนไตในเต้านมซึ่งผิวหนังบริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ โดยการอุดตันนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการเต้านมอักเสบ (mastitis)

ถ้าเต้านมอักเสบ คุณต้องปรึกษาพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเต้านมอักเสบรุนแรงขึ้น และในะหว่างนั้น คุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้
ให้ลูกกินนมบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้เพื่อระบายน้ำนมส่วนเกินออก
ต้องแน่ใจว่าลูกดูดนมถูกวิธี
ใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อระบายน้ำนมออกให้หมดหลังจากให้ลูกกินนมแล้ว และกินยาไอบูโพรเฟนเพื่อช่วยให้อาการปวดลดน้อยลง การนวดเต้านมเบาๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ ประคบจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นด้วยเช่นกัน
 
ฝ้าขาว
ฝ้าขาวเป็นการติดเชื้อราในทารกที่มักเกิดในบริเวณอวัยวะเพศและในปาก และสามารถแพร่ไปยังเต้านมของคุณด้วยขณะที่ลูกกินนม ถ้าลูกมีฝ้าขาว คุณจะสังเกตเห็นจุดขาวๆ ในปากและบนเต้านมของคุณ จุดเหล่านี้อาจแตกเป็นสะเก็ดและคัน รวมทั้งคุณอาจรู้สึกเจ็บที่เต้านม   ถ้าคิดว่าคุณหรือลูกมีฝ้าขาว ควรไปพบแพทย์ทันที โดยแพทย์อาจให้ยาป้องกันเชื้อราชนิดครีมสำหรับลูกคุณ ทั้งคุณแม่และลูกต้องได้รับการรักษาในเวลาเดียวกันเพื่อป้องกันการติดเชื้ออีก หลังจากนั้น คุณแม่สามารถให้ลูกกินนมต่อได้ แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย

นมคัด
หลังจากคลอดลูก 2-3 วัน เต้านมของคุณอาจเต็ม นุ่ม และแน่น โดยหัวนมจะราบลง เต้านมอาจขยายใหญ่ไปถึงรักแร้และคุณอาจมีไข้เล็กน้อย ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการ ‘หลั่ง’ น้ำนม อาการนี้จะทำให้คุณรู้สึกเจ็บ แต่ไม่เป็นอันตรายและตามปกติจะหายไปอย่างรวดเร็ว   เพื่อให้เจ็บน้อยลง คุณควรบีบน้ำนมส่วนหนึ่งออกโดยใช้มือหรือเครื่องปั๊มก่อนที่จะให้ลูกกินนม และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบหรืออาบน้ำเพื่อช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงและผ่อนคลายขึ้นระหว่างการให้ลูกกินนม
 
น้ำนมไหลซึม

น้ำนมอาจไหลซึมถ้ามีปริมาณมากจนล้น หรือมีการกระตุ้น ‘กลไกการหลั่งน้ำนม ( L et down reflex)’ ตามปกติ เต้านมจะมีน้ำนมไหลออกมาก็ต่อเมื่อลูกดูดนม แต่บางครั้งเพียงแค่ได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกก็ทำให้เต้านม ‘หลั่ง’ น้ำนมออกมาแล้ว  ยิ่งคุณแม่ให้ลูกกินนมบ่อยเท่าใด น้ำนมก็จะไหลซึมออกน้อยเท่านั้น คุณแม่ส่วนใหญ่จะใส่แผ่นซับน้ำนมไว้ด้านในของเสื้อชั้นใน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำนมไหลซึมออกมา และคุณอาจพบว่าปัญหานี้แทบจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยหลังจากให้ลูกกินนมแม่ผ่านไปแล้ว 7-10 สัปดาห์

ปัญหาเกี่ยวกับน้ำนม:
น้ำนมน้อยเกินไป

ยิ่งลูกกินนมแม่มากเท่าไหร่ ร่างกายคุณก็จะยิ่งสร้างน้ำนมมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นปริมาณน้ำนมที่น้อยเกินไปจึงเป็นสัญญาณระบุว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธี ร่างกายจึงผลิตน้ำนมน้อย ถ้าคุณกังวลว่าลูกอาจไม่ได้รับน้ำนมเพียงพอ ลองปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์

หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหล

ตามปกติ หัวนมเจ็บ แตก หรือมีเลือดไหลเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกดูดนมไม่ถูกวิธีหรือท่าทางไม่ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องปั๊มนมไม่ถูกวิธี กุมารแพทย์สามารถช่วยแนะนำเทคนิคการให้ลูกกินนมแม่ ให้คุณได้ทราบอย่างละเอียดมากขึ้น
 
ท่อน้ำนมตัน:

ท่อน้ำนมตันมีสองชนิด

ชนิดแรกจะเป็นจุดขาวเล็กๆ ที่ปลายหัวนม ซึ่งตามปกติคุณจะสามารถใช้เล็บสะกิดออกเมื่อผิวบริเวณนั้นนุ่มขึ้นหลังจากให้นม ชนิดที่สองจะเป็นก้อนไตในเต้านมซึ่งผิวหนังบริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ โดยการอุดตันนี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการเต้านมอักเสบ (mastitis) ถ้าเต้านมอักเสบ คุณต้องปรึกษาพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเต้านมอักเสบรุนแรงขึ้น และในะหว่างนั้น คุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้

ให้ลูกกินนมบ่อยๆ เท่าที่จะทำได้เพื่อระบายน้ำนมส่วนเกินออก
ต้องแน่ใจว่าลูกดูดนมถูกวิธี
ใช้เครื่องปั๊มนมเพื่อระบายน้ำนมออกให้หมดหลังจากให้ลูกกินนมแล้ว และกินยาไอบูโพรเฟนเพื่อช่วยให้อาการปวดลดน้อยลง การนวดเต้านมเบาๆ และใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ ประคบจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นด้วยเช่นกัน

น้ำนมมากเกินไป

การผลิตน้ำนมมากเกินไปเป็นเรื่องปกติในช่วง 2-3 วันแรก โดยในช่วงเริ่มต้น ร่างกายของคุณจะผลิตน้ำนมปริมาณมากเพื่อให้ลูกสามารถกินนมได้เยอะๆ และจะเริ่มคงที่เมื่อลูกดูดนมได้ดีขึ้น รวมถึงควบคุมปริมาณน้ำนมได้เองแล้ว แต่ถ้าลูกยังดูดนมไม่ถูกวิธี ร่างกายแม่ก็จะควบคุมน้ำนมไม่ได้ ทำให้ยังคงผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกต้องการกินบ่อยขึ้น    นอกจากนี้ น้ำนมที่มากเกินไปยังเกิดจากกลไกการหลั่งน้ำนมที่ทำงานมากเกินไป หรือความไม่สมดุลระหว่างน้ำนมส่วนหน้ากับน้ำนมส่วนหลัง   ถ้าร่างกายยังผลิตน้ำนมมากเกินไปหลังจากที่พฤติกรรมการกินของลูกคงที่แล้ว คุณสามารถบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ ลูกกินภายหลังได้ อย่างไรก็ตาม ระวังอย่าบีบน้ำนมเก็บไว้มากเกินไปหรือบีบระหว่างการให้นม เพราะจะทำให้ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้พอกับความต้องการที่มากขึ้น

นมไหลพุ่ง

คุณแม่บางคนอาจมีน้ำนมไหลพุ่งแรงซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของการผลิตน้ำนมมากเกินไปหรือเป็นการไหลพุ่งเองไม่เกี่ยวกับสาเหตุอื่น ซึ่งทำให้ลูกเบือนหน้าหนีและเป็นเหตุให้เด็กบางคนไม่ยอมกินนมแม่  ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ การบีบน้ำนมส่วนเกินออกก่อนที่จะให้ลูกกินนมจะช่วยแก้ปัญหาได้ หรือคุณอาจลองให้ลูกดูด แล้วใช้ผ้าซับน้ำนมส่วนแรกที่ไหลพุ่ง เมื่อน้ำนมไหลช้าลงเล็กน้อยแล้ว จึงให้ลูกดูดอีกครั้ง
 
ปัญหาเกี่ยวกับนิสัยการกินของลูก:

ลูกไม่ยอมกินนมแม่

โดยทั่วไปวิธีการที่ทำให้คุณรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นคือลูกไม่ยอมกินนมแม่ ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกคันเหงือกเมื่อฟันเริ่มขึ้น หรือหายใจไม่สะดวกเนื่องจากเป็นหวัด   ถ้าลูกไม่ยอมกินนมแม่ ลองให้นมตอนที่ลูกง่วงนอนมากๆ และพยายามอย่าให้มีเสียงรบกวนหรือสิ่งอื่นที่จะดึงดูดความสนใจของลูกได้ หรือคุณแม่อาจลองเปลี่ยนท่าให้นมลูก หรือแม้แต่ให้ลูกกินในขณะเคลื่อนที่ เพราะการโยกตัวจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นได้   นอกจากนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เช่น การติดเชื้อในหูหรือฝ้าขาว
 
ลูกกินนมเพียงข้างเดียว

บางครั้งลูกจะชอบกินนมเพียงข้างเดียว ซึ่งไม่เป็นอันตรายกับลูก แต่คุณอยากให้เต้านมทั้งสองข้างผลิตน้ำนมปริมาณเท่าๆ กัน  ถ้าลูกเป็นคนช่างเลือก ลองให้ลูกกินนมข้างที่เขาไม่ชอบในท่าเดียวกับข้างที่ลูกยอมกิน ดังนั้น ถ้าคุณกำลังอุ้มลูกกินนมข้างซ้าย ให้เลื่อนตัวลูกมากินนมข้างขวาแทนที่จะหมุนตัวลูกมาอีกด้าน และใช้หมอนรองใต้แขนคุณเพื่อไม่ให้รู้สึกปวดเมื่อย
 
ลูกกัดหัวนม

การกัดหัวนมเป็นเรื่องไม่สนุกเลยสำหรับคุณแม่ โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเริ่มมีฟันขึ้น คุณแม่ควรหายางกัดให้ลูกสักอันเพื่อลดอาการคันเหงือก แต่ถ้าลูกยังกัดหัวนมอยู่ ให้จับหน้าลูกชิดเต้านม เพื่อให้หายใจไม่สะดวก แล้วลูกจะเปิดปากหายใจแทน  ถ้าลูกกัดหัวนมเพราะคิดว่าการทำให้แม่ร้องเจ็บนั้นเป็นเรื่องสนุก คุณต้องสอนลูกอย่างหนักแน่น ว่า ‘ อย่ากัดนะ ’ แล้ววางลูกลงสักครู่ ก็จะทำให้ลูกเรียนรู้ได้
กลับสู่หน้าที่แล้ว กลับสู่ด้านบน

วิธีเลี้ยงลูกให้น่ารัก เก่ง ดี และมีวินัย

A single mom's blog about her pregnancy, a missing father, and the universal topics of motherhood such as baby names, child toys, educational videos and cartoons, etc. แม่และเด็ก,การเรียนรู้,พัฒนาการของเด็กทารก,การตั้งชื่อ, นามมงคล,การตั้งครรภ์, อาการตั้งครรภ์เริ่มแรก, อาการตั้งครรภ์ระยะแรก อาการแพ้ท้อง ,อาการคนท้อง , ชุดคลุมท้อง


วิธีเลี้ยงลูกให้น่ารัก เก่ง ดี และมีวินัย

พ่อแม่ช่วยส่งเสริมลูกให้เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และมีประโยชน์ได้โดยดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของลูกอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ ไม่พียงแต่เก็บความรู้สึกรักลูกไว้ในใจ หรือให้แต่วัตถุสิ่งของ ควรมีเวลาพบกัน ยิ้มแย้มพูดคุย สัมผัสตัวลูกอย่างอ่อนโยน ทำกิจกรรมร่วมกัน แสดงออกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่รัก จะทำให้เด็กมีจิตใจดี รู้สึกมั่นคงและผูกผันกับพ่อแม่

หาความรู้ เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก และสังเกตลูก เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติและความรู้สึกนึกคิดของเด็กแต่ละคน แต่ละวัย พ่อแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรให้เด็กมีโอกาส เรียนรู้ เล่นแสดงออก และฝึกฝนทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมากับวัย และความสามารถ จะทำให้เด็กเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ท้อถอยง่ายๆ
รับฟังเด็ก สนใจที่จะตอบคำถามและเล่าเรื่องต่างๆ ที่เหมาะสมกับเด็ก เมื่อเด็กแสดงความสามารถ ประพฤติดี มีน้ำใจ หรือพยายามทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ควรสนับสนุนชมเชย และช่วยให้เด็กรู้ภาษาไว มีกำลังใจ ใฝ่รู้และใฝ่ดี
ทำตัวเป็นแบบอย่าง ที่จะปลูกฝังลักษณะนิสัยมารยาทและความเป็นอยู่ที่ดีการเคารพสิทธิของผู้อื่น การรักษาสิ่งแวดล้อม และสาธารณสมบัติ ไม่ควรตามใจลูกอย่างไม่มีกาลเทศะ ควรอบรมขัดเกลาเด็กด้วยความเมตตาและเหตุผล หรือชมเชยเมื่อเด็กรู้ผิดชอบและมีวินัยยิ่งกว่าการทำโทษเมื่อเด็กทำผิด
หากพ่อแม่พบว่า เด็กมีลักษณะที่สงสัยว่าอาจผิดปกติหรือมีปัญหาให้การเลี้ยงดูเด็ก ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

การได้ยิน ในเดือนแรกไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว อายุ 6 เดือนไม่หันมองหาตามเสียงเรียก
การมองเห็น เดือนแรกไม่มองหน้า / อายุ 3 เดือน ไม่มองตามสิ่งของ หรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า / อายุ 6 เดือน ไม่คว้าของ / อายุ 9 เดือน ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า
การเคลื่อนไหว แขนขาขยับไม่เท่ากัน หรือเคลื่อนไหวน้อย / อายุ 3 เดือน ยังไม่ชันคอ / อายุ 5 เดือน ยังไม่คว่ำ / อายุ 6 เดือน ไม่คว้าของ / อายุ 9 เดือน ยังไม่นั่ง / อายุ 1 ปี ไม่เกาะยืน / อายุเกิน 2 ปี ยังล้มง่าย งุ่นง่าน หรือ เก้ๆ กังๆ
การรู้จักและใช้ภาษา อายุ 10 เดือน ยังไม่เลียนเสียงพูด / อายุ 1 ปี ยังไม่เลียนท่าทาง ยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้ / อายุ 1 ปีครึ่ง ยังไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ / อายุ 3 ปี ยังไม่พูดเป็นประโยคโต้ตอบ
ปัญหาอื่นๆ เช่น การกินยาก การนอน การขับถ่าย อยู่ไม่สุข ซนผิดปกติ ก้าวร้าว แยกตัว ไม่สนใจเล่นกับคนอื่น
พ่อแม่ความสังเกต ติดตาม และบันทึกความสามารถของลูกในอายุต่างๆ ตามบันทึกของเด็ก ถ้าถึงอายุที่ควรทำได้แต่เด็กยังทำไม่ได้ ควรให้โอกาส โดยฝึกเด็กก่อนเพราะเด็กแต่ละคนอาจมีพัฒนาการเร็วช้าแตกต่างกันบ้างหากไม่มีความก้าวหน้าในเวลา 1 เดือน ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Subscribe via email

Enter your email address:

Delivered by FeedBurner

My Headlines

News

Loading...

Blog Archive

Twitter Updates

copyright

MyFreeCopyright.com Registered & Protected